Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3995/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ผู้ร้องสอดที่ขอเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) จะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ซึ่งมีหมายความว่าผลของคดีตามกฎหมายจะเป็นผลไปถึงตนโดยจะต้องเป็นผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนหรือถูกบังคับโดยคำพิพากษาในคดีนี้โดยตรงจึงจะร้องสอดได้ ผู้ร้องเพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยจากโจทก์ภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้วทั้งสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขโดยจะมีผลต่อเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีนี้และสามารถบังคับคดีได้แต่ถ้าโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีหรือไม่อาจบังคับคดีได้ภายใน3 ปี นับแต่วันฟ้องคดีนี้ สัญญาจะซื้อขายก็สิ้นผล ดังนี้เมื่อผู้ร้องมิได้ถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกบังคับโดยคำพิพากษาในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(2)

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นทางภารจำยอมประเภททางสาธารณประโยชน์สำหรับที่ดิน 2 แปลง ของโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินที่เป็นภารจำยอม แล้วทำที่ดินให้มีสภาพเป็นทางตามเดิม จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นทางเข้าออก ที่ดินของจำเลยที่ 1จึงไม่ตกเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่เคยยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะจำเลยที่ 2 ให้การว่าทางที่เจ้าของที่ดินเดิมที่โจทก์ซื้อมาและยกให้เป็นทางสาธารณะอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ได้รับจำนองที่ดินไว้โดยสุจริตเพื่อเป็นการประกันหนี้ของจำเลยที่ 2ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา นายสารสิทธิ จิตสุภาพผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลอ้างว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินทั้งสองแปลงซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่พิพาทอันเป็นมูลเหตุในการฟ้องร้องคดีนี้ให้แก่ผู้ร้อง ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินฉบับลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 โจทก์และผู้ร้องมีความประสงค์ตรงกันในอันที่จะได้มีหลักประกันว่า โจทก์จะไม่ใช้สิทธิดำเนินคดีไปในทางที่จะแกล้งทำลายสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ ขอให้ศาลอนุญาตโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเพียงผู้จะซื้อที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่พิพาท และสัญญาจะซื้อขายที่ดินทำภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว

ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีโดยตรงที่จะเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2)จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า

โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันทั้งสองแปลงซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้แก่ผู้ร้องไปราคา 25,000,000 บาท โดยตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีในคดีนี้ และบังคับคดีแก่ผู้ที่ปิดกั้นทางภารจำยอมได้สำเร็จ หากโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีไม่อาจบังคับคดีได้ใน 3 ปี นับแต่วันฟ้อง ให้ถือว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินเป็นอันยกเลิกมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนี้ตามมาตรา 57(2)แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่

เห็นว่า ผู้ร้องสอดที่ขอเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) จะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ซึ่งหมายความว่าผลของคดีตามกฎหมายจะเป็นผลไปถึงตนโดยจะต้องเป็นผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนหรือถูกบังคับโดยคำพิพากษาในคดีนี้โดยตรงจึงจะร้องสอดได้ผู้ร้องเพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินซึ่งอยู่กับที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากโจทก์ ภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว ทั้งสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข โดยจะมีผลต่อเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีนี้และสามารถบังคับคดีได้ แต่ถ้าโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีหรือไม่อาจบังคับคดีได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันฟ้องคดีนี้สัญญาจะซื้อขายก็สิ้นผล ผู้ร้องมิได้ถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกบังคับโดยคำพิพากษาในคดีนี้แต่อย่างใด จึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีตามความหมายของมาตรา 57(2) ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2)

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ชลอ บุณยเนตร · ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ · บุญอินทร์ ส่งเสริมสกุล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3001/2568

การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู…

Supreme Court Judgment No. 1460/2567

คำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากตนเองต้องแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) นั้น ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรีย…

Supreme Court Judgment No. 452/2566

แม้คดีนี้ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จนกระทั่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิให้ผู้ร้องมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทแล้วโดยไม่มีการออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ล…

Supreme Court Judgment No. 4313/2565

ตามคําร้องสอดผู้ร้องสอดกล่าวอ้างว่าจําเลยไม่เคยมีการประชุม และมีมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ โจทก์และกรรมการชุดใหม่ของจําเลยฉ้อฉลทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให…

Supreme Court Judgment No. 2737/2563

คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โดยโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยนำเ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up