Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4121/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายและลงโฆษณาขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์โดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ยอมปลอดจำนองที่ดินที่ได้จำนองไว้เป็นประกันการกู้เงินให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย แต่สัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 อ้างรวมทั้งที่ดินที่จำนองตามสัญญาดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับสัญญาและที่ดินที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้อง ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ สาขาภูเก็ต เป็นจำนวนไม่เกิน 4,500,000 บาท กำหนดส่งดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ วันสุดท้ายของเดือน และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2540 เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) รวม 36 แปลงไว้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 4,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมโจทก์หักทอนบัญชีกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์จำนวน 6,519,640.44บาท

โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย นับถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 6,687,975.41 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,687,975.41บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน ,519,640.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จริง แต่จำเลยที่ 1 ไม่เคยใช้เช็คหรือหลักฐานอื่นใดเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ก็เพื่อจะนำไปใช้จ่ายในการทำธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร

จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อขอกู้เงินจากบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในวงเงินจำนวน 72,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับโอนหนี้จากบริษัทดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับโจทก์เพื่อขอให้ปลอดจำนองที่ดินที่ได้จำนองไว้เป็นประกันการกู้เงินจำนวน72,000,000 บาท เพื่อตีตราจัดสรรและจำเลยที่ 1 จะได้โอนกรรมสิทธิ์บ้าน ที่ดินและอาคารพาณิชย์ให้ลูกค้านำเงินมาชำระให้โจทก์ แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ขาดประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,000,000บาท และเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณและทางทำมาหาได้ ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 1,000,000 บาท กับดำเนินการลงโฆษณาขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์รายวันจำนวน 5 ฉบับ โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ศาลชอบที่จะรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องเดียวกันและเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม เพราะเป็นผลมาจากการที่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีในวงเงิน 4,500,000 บาท โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายและลงโฆษณาขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์ โดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาเพราะไม่ยอมปลอดจำนองที่ดินที่ได้จำนองไว้เป็นประกันการกู้เงินจำนวน 72,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายนั้น เห็นได้ว่า สัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 อ้างรวมทั้งที่ดินที่จำนองตามสัญญาดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับสัญญาและที่ดินที่โจทก์ฟ้องดังนี้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้อง ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นอนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องแย้งแต่ไม่ได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 จึงให้คืนแก่จำเลยที่ 1

Result

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ชวลิต ยอดเณร · กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ · ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 450/2567

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 7 โฉนด เนื่องจากจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินตามสัญญาแปลงหนึ่งว่าไม่ได้อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งที่จำเลยยังมีคดีพิพาทกับเจ้าของที่ดิน…

Supreme Court Judgment No. 7504/2567

แม้การยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภคจะไม่เคร่งครัดเช่นการยื่นคำให้การในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 ก็ตาม แต่การจะให้การรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ส่วนไหนอย่างไรย่อมเป็นเจตนาอิสระของคู่ความ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา…

Supreme Court Judgment No. 5660/2567

คำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 177 มิได้บังคับว่าต้องระบุอ้างมาตราในกฎหมายด้วย แม้จำเลยทั้งสองระบุเลขมาตรา 193/33 (3) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 193/33 (5) ก็เป็นเพียงการอ้างอนุมาตราผิดซึ่…

Supreme Court Judgment No. 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

Supreme Court Judgment No. 1589/2567

ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของ พ. ที่ขายให้จำเลยที่ 1 และ อ. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up