Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4138/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สัญญาซื้อขายข้อ 9 ระบุว่า "ข้อ 9 เบี้ยปรับสำหรับการส่งของล่าช้า หากผู้ขายมิได้ส่งมอบของให้แก่ผู้ซื้อได้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาส่งมอบตามที่ระบุไว้ในสัญญาไม่ว่าความล่าช้านั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใดก็ตาม ผู้ซื้อย่อมมีสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากผู้ขายเป็นเงินวันละเศษ 1 ส่วน 5 ของหนึ่งส่วนร้อย (0.2%) ต่อวัน หรือส่วนของวันของราคาตามสัญญาของหน่วยสำเร็จแต่ละหน่วยที่ส่งมอบไม่ครบถ้วน ทั้งนี้ จนกว่าผู้ขายได้ส่งมอบของให้ได้ครบถ้วนตามสัญญา" และข้อ 11 กำหนดว่า หากผู้ขายละเลยการปฏิบัติอย่างใด ๆ ตามข้อตกลงในสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและผู้ขายจะต้องรับผิดชอบสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะเหตุทำผิดสัญญา นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังจะได้รับ ค่าชดเชยจากเอกสารค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาที่ ผู้ซื้อถืออยู่ด้วย ดังนี้ ตามสัญญาข้อ 9 เป็นการกำหนด เบี้ยปรับในกรณีที่ผู้ขายผิดสัญญาไม่ส่งมอบของแก่ผู้ซื้อ ให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามสัญญาและผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิ บอกเลิกสัญญากับยอมให้ผู้ขายนำสิ่งของที่ซื้อขายมาส่งมอบต่อไป ผู้ซื้อจึงจะมีสิทธิเรียกร้องเอาเบี้ยปรับรายวันจากผู้ขาย ตามสัญญาข้อ 9 ได้ นับแต่วันครบกำหนดส่งมอบส่งมอบจนถึง วันที่ส่งมอบของแก่ผู้ซื้อครบถ้วนตามสัญญา จำเลยที่ 1 ผู้ขายไม่ส่งมอบของแก่โจทก์ผู้ซื้อเลยและโจทก์ได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาตามสัญญาซื้อขายข้อ 11 ไปแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับรายวันจากจำเลยที่ 1ตามสัญญาซื้อขายข้อ 9 ได้อีก

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายสินค้าให้โจทก์รวม 3 รายการ เป็นเงิน 230,088.72 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่10 พฤศจิกายน 2529 โดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาให้โจทก์มีสิทธิริบเงินตามหนังสือค้ำประกัน และหากจำเลยที่ 1ล่าช้ามิส่งมอบของให้โจทก์ครบถ้วนตามกำหนด โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 1 เป็นเงินร้อยละ 0.2 ของราคาสินค้าจนกว่าจะส่งของให้ครบถ้วน หากล่าช้าเกินกว่า 50 วัน โจทก์อาจบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายใด ๆ นอกเหนือจากเบี้ยปรับและหากจำเลยที่ 1 ละเลยการปฏิบัติการอย่างใด ๆ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดสำหรับความเสียหายและโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากเอกสารค้ำประกันที่โจทก์ถืออยู่ด้วย โดยมีจำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกัน

จำเลยที่ 2 ยอมชำระเงิน 26,391 บาท แทนจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ส่งมอบสินค้าภายในกำหนดโจทก์ได้มีคำเตือนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2530 และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 นำเงินค้ำประกันจำนวน 26,391 บาท ไปชำระให้โจทก์ภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2530 เช่นกัน ต่อมาโจทก์ก็มีหนังสือเตือนให้จำเลยทั้งสองนำเงินไปชำระให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 59,840.25 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 57,683.07 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 27,377.95 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ได้นำสินค้าส่งให้โจทก์แล้วแต่เกิดเหตุสุดวิสัย สินค้าถูกเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรไม่ให้ผ่านพิธีการด้านศุลกากรโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไม่สุจริต จำเลยที่ 1 ขอส่งมอบสินค้าให้โจทก์ในวันที่ 26 มกราคม 2530 แล้วแต่โจทก์ไม่ยอมรับจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเรียกค่าปรับและริบหลักประกันจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 26,391 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17กุมภาพันธ์ 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 986.95 บาท

ทั้งนี้โดยให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 ก่อน หากได้ไม่ครบถ้วนจึงให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 2 คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2529 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์รวม 3 รายการ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันกำหนดส่งมอบของภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2529 จำเลยที่ 1ไม่สามารถส่งของให้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนด โจทก์มีหนังสือเตือนและเร่งรัดไปหลายครั้ง หลังจากล่วงเลยกำหนดเวลาส่งของแล้วโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 13 มกราคม 2530 เตือนให้จำเลยที่ 1ส่งขอให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 มกราคม 2530 มิฉะนั้นจะบอกเลิกสัญญาและดำเนินการปรับ แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ส่งของให้ได้โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 26 มกราคม 2530 บอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2530 เป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค้ำประกันและค่าปรับไปชำระภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2530 แจ้งให้จำเลยที่ 2ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันภายในกำหนดเวลาเดียวกัน

จำเลยทั้งสองรับหนังสือดังกล่าวแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิที่จะปรับเป็นรายวันในอัตราศูนย์จุดสองเปอร์เซ็นต์ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบนับแต่วันครบกำหนดส่งมอบตามสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญาจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายข้อ 9 อีกหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว สัญญาซื้อขายข้อ 9 กำหนดว่า"ข้อ 9 เบี้ยปรับสำหรับการส่งของล่าช้า หากผู้ขายมิได้ส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อได้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาส่งมอบตามที่ระบุไว้ในสัญญาไม่ว่าความล่าช้านั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใดก็ตาม นอกจากความล่าช้าหรือความผิดพยานเกิดขึ้นเนื่องมาแต่เหตุสุดวิสัยดังระบุไว้ในหมวด 9 และ 10 แห่งเงื่อนไขทั่วไปของสัญญาตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญา ผู้ซื้อย่อมมีสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากผู้ขายเป็นเงินวันละเศษ 1 ส่วน 5ของหนึ่งส่วนร้อย (0.2%) ต่อวันหรือส่วนของวันของราคาตามสัญญาของหน่วยสำเร็จแต่ละหน่วยที่ส่งมอบไม่ครบถ้วน ทั้งนี้ จนกว่าผู้ขายได้ส่งมอบของให้ได้ครบถ้วนตามสัญญา" และข้อ 11 กำหนดว่า หากผู้ขายละเลยการปฏิบัติการอย่างใด

ๆ ตามข้อตกลงในสัญญาผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและผู้ขายจะต้องรับผิดชอบสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะเหตุทำผิดสัญญานอกจากนี้ ผู้ซื้อยังจะได้รับค่าชดเชยจากเอกสารค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาที่ผู้ซื้อถืออยู่ด้วยศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาซื้อขายข้อ 9 ดังกล่าวเป็นการกำหนดเบี้ยปรับในกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขายผิดสัญญามิได้ส่งมอบของให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามสัญญา และโจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับยอมให้จำเลยที่ 1 ผู้ขายนำสิ่งของที่ซื้อขายกันตามสัญญามาส่งมอบให้แก่โจทก์ผู้ซื้อต่อไปโจทก์ในฐานะผู้ซื้อจึงจะมีสิทธิเรียกร้องเอาเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 1 ผู้ขายเป็นรายวันได้ในอัตราร้อยละศูนย์จุดสอง (0.2%)ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้ส่งมอบ

นับแต่วันครบกำหนดส่งมอบตามสัญญาจนถึงวันที่ได้ส่งมอบของให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบของให้แก่โจทก์เลย และโจทก์ได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาไปแล้วตามสัญญาซื้อขายข้อ 11 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับรายวันจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขาย ข้อ 9 ได้อีกพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
เจริญ นิลเอสงฆ์ · เพ็ง เพ็งนิติ · บุญธรรม อยู่พุก
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2536/2529

จำเลยทำสัญญาขายเครื่องมือทดสอบคุณภาพสีให้โจทก์สัญญาข้อ8มีว่าเมื่อครบกำหนดส่งมอบสิ่งของตามสัญญานี้แล้วถ้าผู้ขายไม่ส่งมอบสิ่งของที่ตกลงขายให้แก่ผู้ซื้อหรือส่งมอบสิ่งของทั้งหมดไม่ถูกต้องหรือส่งมอบสิ่งของ…

Supreme Court Judgment No. 2757/2526

จำเลยทำสัญญาขายหลอดเครื่องรับส่งวิทยุให้โจทก์ สัญญาข้อ 7 มีว่าเพื่อเป็นการประกันการปฏิบัติตามสัญญานี้ ผู้ขายได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมามอบไว้แก่ผู้ซื้อ ถ้าผู้ขายละเลยเสียไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อ…

Supreme Court Judgment No. 7290/2548

จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมการขายอ้อยและน้ำตาลทรายจำนวน 972,303.26 บาท ซึ่งได้รับคืนจากกรมสรรพากรเพื่อไปชำระให้แก่กองทุนโจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับที่ 4 และที่ 5 ว่าด้วยการเรียกเก็บค…

Supreme Court Judgment No. 2654/2539

โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำสปริงเกอร์พร้อมท่อและอุปกรณ์ประกอบด้วยเครื่องยนต์กำลัง จำนวน 13 ชุด จากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2เป็นผู้ออกสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ให้แก่โจทก์ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่…

Supreme Court Judgment No. 1878/2539

เงินทุนของรัฐบาลมาเลเซียซึ่งจำเลยที่1ได้รับโอนตรงจากประเทศมาเลเซียเป็นเงินทุนของการให้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลและถูกควบคุมดำเนินการโดยทางราชการตามระเบียบมิใช่เป็นเรื่องจำเลยที่1ได้รับทุนเป็นส…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up