Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2550 (ref. 415712)

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓๔/๒๕๕๐ วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลจังหวัดกระบี่ ระหว่าง ศาลปกครองนครศรีธรรมราช การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลจังหวัดกระบี่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ข้อเท็จจริงในคดี เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๐ นายพงศ์พันธ์ สืบศิริวิริยะกุล โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกร

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 Section 9

คำฟ้องและคำให้การ

ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓๔/๒๕๕๐ วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลจังหวัดกระบี่ ระหว่าง ศาลปกครองนครศรีธรรมราช การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลจังหวัดกระบี่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๐ นายพงศ์พันธ์ สืบศิริวิริยะกุล โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกระบี่ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๔๙/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒๘ หมู่ที่ ๗ ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ ๘ ไร่ จากนางหย้า หง้าฝา ซึ่งรับโอนมาจากนายทอง มีล่าม ผู้แจ้งการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว โดยโจทก์เข้าครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.)

ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัด สอบสวนและบันทึกถ้อยคำบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ปรากฏว่าสภาพและตำแหน่งที่ดินไม่ตรงตามหลักฐาน ส.ค. ๑ จำเลยที่ ๔ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งต่อมามีการแก้ไขให้ถูกต้องเป็นที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ตั้งอยู่ที่หมู่ ๔ (๗) ตำบลคลองประสงค์ (ไสไทย) อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ และจำเลยที่ ๔ เสนอความเห็นต่อจำเลยที่ ๓ เห็นควรส่งเรื่องการออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ให้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินเห็นว่าสมควรออก น.ส. ๓ ก. ให้โจทก์ เนื่องจากตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ระบุว่าที่ดินแปลงดังกล่าวได้มาเมื่อปี

พ.ศ. ๒๔๙๕ โดยการสร้างเอง และพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ป่าคลองกระบี่ใหญ่และป่าคลองเหนือคลอง ในท้องที่ตำบลไสไทย ตำบลกระบี่ใหญ่ ตำบลกระบี่น้อย ตำบลคลองเขม้า อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๕ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๔๙๕ (มีผลใช้บังคับภายหลังวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๙๖) จึงเป็นการครอบครองก่อนการกำหนดให้เป็นป่าคุ้มครอง และจากผลการแปลภาพถ่ายทางอากาศของผู้เชี่ยวชาญรับรอง ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ว่าถูกต้องตามทะเบียนการครอบครอง จึงไม่ทำให้เจ้าของที่ดินเสียสิทธิครอบครอง แต่นายสุกิจ มาศเมฆ กรรมการและเลขานุการตรวจพิสูจน์ที่ดินมีความเห็นแย้งว่าตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ระบุการได้มาว่าสร้างเอง

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการจับจองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ การแจ้ง ส.ค. ๑ ในเขตป่าคุ้มครองไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งและไม่สามารถนำ ส.ค. ๑ มาขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ ตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมใหญ่) ในเรื่องหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการออก น.ส. ๓ และการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมสมควรหารือกรมที่ดินก่อน จำเลยที่ ๔ มีความเห็นตามความเห็นดังกล่าวและเสนอความเห็นต่อจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งให้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ให้โจทก์ โดยสั่งการตามที่นายอำเภอเมืองกระบี่เสนอความเห็นว่า ข้อกฎหมายที่นายสุกิจฯ

อ้างถูกยกเลิกแล้วโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ทั้งการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในเขตท้องที่อื่นๆ มีจำนวนมากราย ทุกแปลงไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาอ้างให้ผู้ขอเสียสิทธิ แต่จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้ดำเนินการเพิ่มเติมในประเด็นที่ผลการอ่าน แปล ตีความและวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ปรากฏว่าที่ดินที่ขอออก น.ส. ๓ ก. เป็นป่าชายเลนบางส่วน โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๔ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงร้องเรียนต่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากนายทองฯ จึงเป็นการครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจนำมาใช้เป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. ได้ และให้จำเลยที่ ๓ จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน ต่อมาจำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์และให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ ๓ ซึ่งมีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ มีคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ซึ่งผู้แจ้งไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายออกจากทะเบียน

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งจำเลยที่ ๓ ตามกฎหมาย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่มีคำสั่งใดๆ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช ศาลปกครองนครศรีธรรมราชมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าคดีพิพาทเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (คดีของศาลปกครองนครศรีธรรมราช หมายเลขดำที่ ๑๒/๒๕๕๐ หมายเลขแดงที่ ๒๕/๒๕๕๐) ต่อมา โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดกระบี่เป็นคดีนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน และคำสั่งของจำเลยที่ ๔ ที่ยกเลิกคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ให้โจทก์ตามคำขอด้วย

หากศาลพิพากษาไม่เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดังกล่าว ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากโจทก์เห็นว่านายทองฯ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ถือว่าที่ดินที่นายทองฯ ครอบครองเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า และเป็นการครอบครองก่อนที่พระราชกฤษฎีกากำหนดป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลองฯ จะมีผลใช้บังคับ ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับ นายทองฯ ก็ได้แจ้งการครอบครองตามกฎหมาย ถือได้ว่านายทองฯ ครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าภายหลังพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖)ฯ

ใช้บังคับ แต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับ และก่อนวันที่ทางราชการกำหนดให้ที่ดินบริเวณที่พิพาทนั้นเป็นป่าคุ้มครอง เพียงแต่นายทองฯ ไม่ได้ดำเนินการขอจับจองเพื่อรับใบเหยียบย่ำหรือตราจองที่เป็นใบอนุญาตให้ถูกต้อง ซึ่งตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๖ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๔๙๗) ข้อ ๑ นายทองฯ มีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินได้ เมื่อมีการโอนการครอบครองต่อมาแก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ การที่จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน และจำเลยที่ ๔ มีคำสั่งไม่ออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่โจทก์ โดยให้ยกเลิกคำขอของโจทก์และให้จำหน่าย

ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียนตามคำสั่งของจำเลยที่ ๒ นั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จากการตรวจสอบที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลอง ในท้องที่ตำบลไสไทย ตำบลกระบี่ใหญ่ ตำบลกระบี่น้อย ตำบลคลองเขม้า อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งต่อมามีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓๕ (พ.ศ. ๒๕๑๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดให้ท้องที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ

"ป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลอง" ทั้งแปลง ซึ่งตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ระบุว่านายทองฯ ผู้แจ้งการครอบครองเข้าครอบครองที่ดินตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ จึงเป็นการครอบครองทำประโยชน์ภายหลังวันที่พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับ โดยไม่ปรากฏว่านายทองฯ ได้ขออนุญาตจับจองโดยมีหลักฐานตราจองหรือใบเหยียบย่ำให้ถูกต้องตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ นายทองฯ จึงไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้ปฏิบัติตามหนังสือของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๘ ตามแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและพิจารณาที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเคยเป็นป่าคุ้มครองมาก่อน ตามข้อ ๒๒.๒ ระบุว่าถ้าได้มีการเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังการใช้บังคับพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖)

พ.ศ. ๒๔๗๙ โดยมิได้ขอจับจองตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ครอบครองไม่ได้ที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดิน และเมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลองฯ พ.ศ. ๒๔๙๕ ให้เป็นป่าคุ้มครอง ที่ดินบริเวณดังกล่าวจึงเป็นที่ดินที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติย่อมเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา ๑๓๐๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การครอบครองที่ดินที่มีประกาศให้เป็นป่าคุ้มครองของนายทองฯ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่นายทองฯ และเป็นการครอบครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้นายทองฯ จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งการครอบครอง ตามมาตรา ๕ วรรคท้าย

แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ตามนัยความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ นร ๐๖๐๑/๒๒๓ ลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายทองฯ จึงเป็นครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจนำหลักฐาน ส.ค.๑ เลขที่ ๑๒๘ มาขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ การปฏิบัติการของจำเลยทั้งสี่เป็นการสั่งการตามอำนาจหน้าที่และชอบด้วยกฎหมาย มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ นอกจากนั้น

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะนี้รัฐมนตรีฯ มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และแจ้งคำสั่งให้โจทก์ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันรับแจ้งหรือทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลยุติธรรม ศาลจังหวัดกระบี่เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏทั้งจากเอกสารในสำนวนคดีและคำแถลงยอมรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดกระบี่ ฉบับลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๐ ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดกระบี่ หมายเลขดำที่ ๒๔๙/๒๕๕๐ ว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑)

เลขที่ ๑๒๘ และ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ดังกล่าว ถูกต้องตามทะเบียนการครอบครองที่ดิน ทั้งมีร่องรอยการทำประโยชน์ในที่ดินทางด้านทิศเหนือเป็นร่องรอยการทำนา ดังนั้น ข้อพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินหรือไม่จึงไม่เป็นประเด็นที่โต้แย้งกัน หากแต่ต้องพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสี่มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค.๑ เลขที่ ๑๒๘ ของโจทก์ออกจากทะเบียน โดยอ้างเหตุผลซึ่งเป็นการตีความกฎหมายของจำเลยให้นำมาปรับใช้กับการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ทั้งเป็นการนำกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วมาใช้กับโจทก์เพียงรายเดียว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๔ เคยนำมาเป็นเหตุผลดังกล่าวเพื่อยกคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในรายอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียงด้วย เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นข้อโต้เถียงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คำวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง คณะกรรมการพิจารณาแล้ว โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒๘ หมู่ที่ ๗ ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ โดยซื้อมาจากนางหย้า หง้าฝา ซึ่งรับโอนมาจากนายทอง มีล่าม ผู้แจ้งการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์เห็นว่านายทองฯ ครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าภายหลังพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖)ฯ ใช้บังคับ แต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับ และก่อนวันที่ทางราชการกำหนดให้ที่ดินบริเวณที่พิพาทนั้นเป็นป่าคุ้มครอง โดยนายทองฯ

ได้แจ้งการครอบครองตามกฎหมาย เพียงแต่ไม่ได้ดำเนินการขอจับจองเพื่อรับใบเหยียบย่ำหรือตราจองที่เป็นใบอนุญาตให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นกรณีที่นายทองฯ มีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินได้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๖ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๔๙๗) ข้อ ๑ เมื่อมีการโอนการครอบครองต่อมาจนถึงโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ดังกล่าว มายื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ โจทก์ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ แต่จำเลยที่ ๒ ไม่ยอมออก น.ส. ๓ ก. ให้โดยมีคำสั่งว่าโจทก์ครอบครองที่ดินต่อเนื่องมาจากนายทองฯ จึงเป็นการครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ไม่อาจนำมาใช้เป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. ได้ และให้จำเลยที่ ๓ จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน ต่อมาจำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์และให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดิน ทั้งในการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ได้ยกข้อกฎหมายที่ไม่เคยใช้กับผู้ขอรายอื่นขึ้นอ้าง เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียน และคำสั่งยกเลิกคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ให้แก่โจทก์

หากศาลพิพากษาไม่เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดังกล่าว ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครอง ซึ่งต่อมามีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓๕ (พ.ศ. ๒๕๑๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดให้ท้องที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลอง" ทั้งแปลง นายทองฯ เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังวันที่พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับ โดยไม่ได้ขออนุญาตจับจองโดยมีหลักฐานตราจองหรือใบเหยียบย่ำให้ถูกต้องจึงไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวตามกฎหมาย ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติย่อมเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน

การครอบครองที่ดินที่มีประกาศให้เป็นป่าคุ้มครองของนายทองฯ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่นายทองฯ และเป็นการครอบครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้นายทองฯ จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งการครอบครอง การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายทองฯ จึงเป็นครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจนำหลักฐาน ส.ค.๑ เลขที่ ๑๒๘ มาขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ การปฏิบัติการของจำเลยทั้งสี่เป็นการสั่งการตามอำนาจหน้าที่และชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบ แต่จำเลยทั้งสี่โต้แย้งว่าโจทก์ครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครอง จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน

แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียน และยกเลิกคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) แก่โจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพงศ์พันธ์ สืบศิริวิริยะกุล โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ ที่ ๔ จำเลย

อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย) ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม (นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม) ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง (พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (พลโท อาชวัน อินทรเกสร) หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร (นายพรชัย รัศมีแพทย์) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ?? ?? ?? ?? ๖()

Matter details

Source
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8767/2560

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ได้บัญญัติไว้ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งให้ยื่นคำร้องต่อศาลท…

Supreme Court Judgment, B.E. 2555 (ref. 518934)

ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๖๓/๒๕๕๕ วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2555 (ref. 541647)

ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๙/๒๕๕๕ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๕ เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2554 (ref. 504782)

ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๔๑/๒๕๕๔ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๔ เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2553 (ref. 502149)

ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๕๘/๒๕๕๓ วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up