คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๕๙๐,๘๘๕.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๗๓,๖๕๒.๕๙ บาท ตามที่โจทก์ขอ
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับนางสาวยุพาภรณ์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงกันเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ตกลงจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ ๑ โดยแบ่งกันรับภาระในการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ และได้ทำบันทึกเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ซึ่งระบุให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับภาระในการชำระหนี้การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นการส่วนตัว บันทึกดังกล่าวจึงถือเป็นข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ยังเป็นนิติบุคคล ข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินตามบันทึก จึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้และบันทึกเลิกบริษัทไม่ถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ โจทก์จะอาศัยข้อตกลงในบันทึกเลิกบริษัทดังกล่าวบังคับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หาได้ไม่
Result
พิพากษายืน.