คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ในส่วนจำเลยที่ 1
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 32,738 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดคือ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 24,543.75 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ สำหรับค่าทนายความไม่กำหนดให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ได้ถอนอุทธรณ์ในส่วนจำเลยที่ 1 แล้ว ข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงต้องถือตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะตัวการก็ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วย เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นพิพาทเพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการหรือไม่
ดังนั้นเมื่อคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนละคนกับนายประสิทธิ์ ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ จึงมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการก็ย่อมไม่ต้องรับผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นายประสิทธิ์ ที่เป็นผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุและให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวน เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้นายประสิทธิ์ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในเหตุละเมิดตามฟ้องนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์