Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4244/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีเดิมบริษัท จ. ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดฐานรอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายเนื่องจากบริษัท จ. ไม่สามารถนำที่ดินที่ซื้อมาจากจำเลยทั้งสองไปขายบุคคลอื่นได้เพราะถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดี และได้หมายเรียกโจทก์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม แม้ศาลฎีกาในคดีดังกล่าวจะพิพากษากำหนดให้จำเลยทั้งสองและโจทก์ในฐานะจำเลยร่วม ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อบริษัท จ. ในหนี้จำนวนเดียวกัน และเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 บัญญัติว่า ถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แต่ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 296 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ร่วมต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นนั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่าลูกหนี้ร่วมแต่ละคนนั้นมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างไรและเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมได้ความว่าจำเลยทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่ตรวจดูว่าที่ดินที่ซื้อขายถูกยึดไว้หรือไม่ ประกอบกับคดีที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ถูกฟ้องเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งที่มีหนังสือแจ้งการยึดจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยทั้งสองถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์คดีนี้มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าที่ดินเคยถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีก่อนที่จำเลยทั้งสองจะขายให้แก่บริษัท จ. หรือมีพฤติกรรมใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองน่าจะทราบเรื่องดังกล่าวและปกปิดไม่แจ้งเรื่องให้บริษัท จ. ทราบ อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท จ. ด้วย จึงฟังได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว การชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่บริษัท จ. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม จึงเป็นการชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายเองทั้งสิ้น โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของบริษัท จ. ที่จะมีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์คนละ 819,561.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 679,631.83 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 8774 ถึง 8777 เป็นของนายยิ่ง เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แจ้งการยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ดังกล่าวทั้ง 4 แปลง ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดราชบุรี วันที่ 28 เมษายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แจ้งการยึดที่ดิน 4 แปลง ดังกล่าวซ้ำอีก ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดเพชรบุรี วันที่ 1 มิถุนายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดี

สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีหนังสือถึงมีหนังสือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แจ้งถอนการยึดที่ดินทั้ง 4 แปลง ที่ถูกยึดไว้ตามตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดเพชรบุรี ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง กับที่ดินแปลงอื่น รวม 14 แปลง จากนายยิ่ง โดยจดทะเบียนและทำสัญญาซื้อขายกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 จำเลยทั้งสองขายที่ดินทั้ง 4 แปลง กับที่ดินแปลงอื่นรวม 14 แปลง ดังกล่าวแก่บริษัท จ. หลังจากนั้นวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 บริษัท จ. ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 615/2556 ให้รับผิดฐานรอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายเนื่องจากบริษัท

จ. ไม่สามารถนำที่ดินทั้ง 4 แปลง ที่ซื้อมาจากจำเลยทั้งสองไปขายให้บุคคลอื่นเพราะถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดราชบุรีจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง มาจากนายยิ่งโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ในวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบว่าที่ดินถูกยึดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน และขอให้หมายเรียกโจทก์เข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2559 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองและโจทก์ในฐานะจำเลยร่วม

ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท จ. เป็นเงิน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่บริษัท จ. ชนะคดี วันที่ 10 มกราคม 2560 โจทก์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาไปวางที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองในเงินที่โจทก์นำไปวางต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่บริษัท จ. หรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2559 จะกำหนดให้จำเลยทั้งสองและโจทก์ในฐานะจำเลยร่วม

ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อบริษัท จ. ในหนี้จำนวนเดียวกัน และเห็นว่าเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 บัญญัติว่าถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แต่ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ร่วมต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นนั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่าลูกหนี้ร่วมแต่ละคนนั้นมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างไรและเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ความว่าจำเลยทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่ตรวจดูว่าที่ดินที่ซื้อขายถูกยึดไว้หรือไม่

ทั้งคดีหมายเลขดำที่ 662/2557 ของศาลจังหวัดหัวหิน นางอุษา เจ้าหน้าที่ของโจทก์ถูกฟ้องเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 4 แปลงทั้งที่มีหนังสือแจ้งการยึดจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 187 และจำเลยทั้งสองถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว ศาลจังหวัดหัวหินพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยคดีในส่วนของจำเลยทั้งสองถึงที่สุดแล้ว และคดีนี้โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าที่ดินทั้ง 4 แปลง

เคยถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีของศาลก่อนที่จำเลยทั้งสองจะขายให้แก่บริษัท จ. หรือมีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองน่าจะทราบเรื่องดังกล่าวและปกปิดไม่แจ้งเรื่องให้บริษัท จ. ทราบ อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายนั้นด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว การชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่บริษัท จ. จึงเป็นการชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นเองทั้งสิ้น โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของบริษัท จ. ที่จะมีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองได้ สำหรับประเด็นที่ว่าความรับผิดของโจทก์กับจำเลยทั้งสองในฐานะลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษามีเพียงใดนั้น ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์ · กำพล ษมาคุณากร · สมชาย ธารณธรรม
Lower court
ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายพีระศักดิ์ ใจเสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย
Supreme Court black case no.
พ.517/2565
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1067/2524

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันยักยอกเงินของสหกรณ์ฯไป ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นแก่สหกรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 432 วรรคแรก ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีพฤต…

Supreme Court Judgment No. 2240/2568

ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้…

Supreme Court Judgment No. 319/2568

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348…

Supreme Court Judgment No. 883/2567

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ…

Supreme Court Judgment No. 4382/2566

ตามคำพิพากษาในคดีก่อนศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในส่วนความรับผิดของโจทก์เพียงข้อหาเดียวว่า โจทก์เป็นนายจ้างของ ป. และ ป. ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามใ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up