คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็ค
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 6 กันยายน 2533เวลา 13.30 นาฬิกา ถึงวันนัดผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์มาศาลจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์ฟัง และถือว่าจำเลยทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบแล้ววันที่ 21 ธันวาคม 2533 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ใหม่ โดยอ้างว่าจำเลยไม่ทราบนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ บุคคลที่ลงนามเป็นผู้รับหมายแทนทนายจำเลยมิได้อยู่หรือทำงานในสำนักทำการงานของทนายจำเลยศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นฎีกาว่า
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยชอบหรือไม่ คดีนี้ จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพราะบุคคลที่ลงนามเป็นผู้รับหมายแทนทนายจำเลยมิได้อยู่หรือทำงานในสำนักงานของทนายจำเลย ขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ใหม่
ศาลชั้นต้นพิจารณารายงานการเดินหมายของพนักงานเดินหมายแล้ว เห็นว่าการส่งหมายนัดชอบด้วยกฎหมายจึงให้ยกคำร้องของจำเลย เห็นว่า แม้การส่งหมายนัดได้กระทำโดยพนักงานเดินหมายซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติว่าด้วยการยื่นหรือส่งคำคู่ความแต่อย่างใด การกระทำของพนักงานเดินหมายจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ตาม แต่ในรายงานการเดินหมายซึ่งพนักงานเดินหมายระบุว่านายกล้า อายุ 40 ปี เต็มใจรับหมายไว้แทนเพราะอยู่ในที่ทำงานเดียวกันนั้น จำเลยยังโต้แย้งอยู่เช่นนี้หากได้ความตามคำร้องของจำเลย ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว กรณีชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อนพิพากษายืน