Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4374/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 638(เดิม) ที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีบัญญัติว่า นิติบุคคลนั้น จะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งบทบัญญัติทั้งหลายของประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายใดบัญญัติให้สำนักงานเขตพระนครจำเลยที่ 2 และสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 4 มีฐานะเป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 จึงเป็นเพียงส่วนราชการในสังกัดของกรุงเทพมหานคร จำเลยที่1 และกรมที่ดินจำเลยที่ 3 ตามลำดับเท่านั้น และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 การที่พระธรรมปาโมกข์รักษาการแทนเจ้าอาวาสโจทก์ในขณะนั้นยินยอมให้เทศบาลนครกรุงเทพ (จำเลยที่1 ในขณะนั้น) ขยายถนนอัษฎางค์เข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตก เป็นกรณีที่วัดยินยอมให้มีการขยายเขตถนนเดิมซึ่งเป็นทางหลวงอยู่แล้วเข้าไปในที่วัดถือได้ว่าโจทก์ได้อุทิศที่ดินส่วนนี้โดยปริยายให้เป็นทางหลวง ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(2) และการอุทิศเช่นนี้ย่อมมีได้ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มาตรา 7แก้ไขโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2477 มาตรา 3 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เพราะกรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดห้ามไว้ไม่ที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกส่วนที่ขยายเป็นถนนอัษฎางค์จึงเป็นทางสาธารณะ แม้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการออกโฉนดที่ดิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครก็เป็นข้าราชการที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกรมที่ดินจำเลยที่ 3 หากดำเนินการออกโฉนดที่ดินตลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างใดอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61ดังนั้น จำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นกรม ย่อมถูกฟ้องเป็นจำเลยเพื่อให้รับผิดชอบดำเนินการในเรื่องการออกโฉนดที่ดินได้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 68 ป.พ.พ. Section 1304 ป.วิ.พ. Section 55 ป.ที่ดิน Section 61 พ.ร.บ.ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 Section 7 ป.พ.พ. Section 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ธรณีสงฆ์ต่อจำเลยที่ 4ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้บังคับบัญชา ผู้แทนจำเลยที่ 2 คัดค้านการนำชี้ของโจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 4ฉบับที่ 44/2532 เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 2 ขัดขวางการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ออกโฉนดที่ดินตามแนวที่โจทก์นำชี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงส่วนราชการของจำเลยที่ 1 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันตกที่ผู้แทนโจทก์นำชี้ทับถนนอัษฎางค์ตลอดแนว มิใช่ที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์ แต่เป็นทางหลวงเทศบาล ซึ่งผู้รักษาการเจ้าอาวาสของโจทก์ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขยายถนนอัษฎางค์ล้ำเข้าไปในวัดโจทก์ตั้งแต่พ.ศ. 2482 เป็นการอุทิศให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน

ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลเป็นเพียงส่วนราชการของจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องการที่เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ออกคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ตามแนวเขตที่ผู้แทนจำเลยที่ 2 นำชี้นั้นเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 3 ไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการออกโฉนด โจทก์จึงไม่มีอำนาจบังคับให้จำเลยที่ 3ที่ 4 ร่วมกันออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.42 หรือ จ.42/1 โดยอาณาเขตด้านทิศตะวันตกจดแทนกำแพงวัดด้านทิศเหนือลงมาถึงแนวเขื่อนอิฐคลองวัดราชบพิธด้านทิศใต้ตามที่จำเลยที่ 1 คัดค้าน

ส่วนอาญาเขตที่ดินด้านทิศใต้จดแนวเขื่อนอิฐคลองวัดราชบพิธจากด้านทิศตะวันออกจนจดถนนอัษฎางค์ ด้านทิศตะวันตกดังที่โจทก์นำชี้ตามแผนที่เอกสารหมาย ล.5 ให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1เกี่ยวกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 4โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 68(เดิม) ที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีบัญญัติว่านิติบุคคลนั้น จะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งบทบัญญัติทั้งหลายของประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายใดบัญญัติให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 มีฐานะเป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด

จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นเพียงส่วนราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับเท่านั้น และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกในส่วนที่ขยายเป็นถนนอัษฎางค์เป็นทางสาธารณหรือเป็นที่ธรณีสงฆ์ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อเทศบาลนครกรุงเทพ (จำเลยที่ 1 ในขณะนั้น) ขอขยายถนนอัษฎางค์เข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์เมื่อ พ.ศ. 2482พระธรรมปาโมกข์รักษาการแทนเจ้าอาวาสในขณะนั้นไม่ขัดข้องเทศบาลนครกรุงเทพจึงดำเนินการขยายถนนอัษฎางค์จนแล้วเสร็จดังนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่พระธรรมปาโมกข์รักษาการแทนเจ้าอาวาสโจทก์ในขณะนั้นยินยอมให้เทศบาลนครกรุงเทพขยายถนนอัษฎางค์เข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่วัดยินยอมให้มีการขยายเขตถนนเดิมซึ่งเป็นทางหลวงอยู่แล้วเข้าไปในที่วัด ถือได้ว่าโจทก์ได้อุทิศที่ดินส่วนนี้โดยปริยายให้เป็นทางหลวง ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) และเห็นว่าการอุทิศเช่นนี้ย่อมมีได้ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มาตรา 7 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2477 มาตรา 3 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เพราะกรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดห้ามไว้ไม่ที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกส่วนที่ขยายเป็นถนนอัษฎางค์เป็นทางสาธารณะคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า

โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 หรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3มิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการออกโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่มีหน้าที่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการออกโฉนดที่ดินในคดีนี้แต่เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครก็เป็นข้าราชการที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 หากดำเนินการออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างใดอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61ดังนั้น จำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นกรม ย่อมถูกฟ้องเป็นจำเลยเพื่อให้รับผิดชอบดำเนินการในเรื่องการออกโฉนดที่ดินได้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ · สุทธิ นิชโรจน์ · สมบัติ เดียวอิศเรศ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 10757/2553

สัญญากู้ยืมเงินเป็นแบบฟอร์มหนังสือสัญญากู้ยืมเงินของสมาคมกลุ่มออมทรัพย์ และโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องประธานคณะกรรมการอำนวยการ (ผู้ให้กู้ยืม) แสดงให้เห็นว่าเงินที่กู้ยืมกันไม่ใช่เงินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อโ…

Supreme Court Judgment No. 4840/2552

ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวง จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลร…

Supreme Court Judgment No. 10378/2550

โจทก์และจำเลยซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองแก่กัน ซึ่งที่ดินดังกล่าวอยู่บนเกาะล้านอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 ที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยยึดถือใช้สอยอยู่ในสถานะเช่นเด…

Supreme Court Judgment No. 8419/2550

ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ใดย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใช้ยันต่อรัฐได้และยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนจึงยังเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน แ…

Supreme Court Judgment No. 5792/2549

โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากผู้ครอบครองเดิมที่ครอบครองมาก่อนใช้ ป.ที่ดิน โดยมิได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยชอบแม้ว่าเดิมที่ดินพิพาทจะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up