Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4487/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะแล่นตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์เข้าชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอย่างแรงจนเสียหลักล้มลงแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายได้กระชากสร้อยคอทองคำที่คอผู้เสียหายไป การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ จึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339,340 ตรี, 83 และให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ให้ลงโทษจำคุกคนละ15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกคนละ 10 ปี ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาเพียงคดีเดียว คำขอนับโทษคดีอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 83 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ คนร้าย 2 คน ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำการชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำ 1 เส้น หนัก2 สลึง พร้อมด้วยจี้ทองคำ 2 อัน หนัก 1 สลึง รวมราคา 2,700 บาทของนางอาภรณ์ เปรมปรีดิ์ ผู้เสียหาย แล้วคนร้ายใช้ยานพาหนะดังกล่าวพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางอาภรณ์ เปรมปรีดิ์ ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า จำจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคนร้ายได้เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนแต่ตรงที่เกิดเหตุมีเสาไฟฟ้าติดหลอดนีออน 1 ดวง ส่องสว่าง ผู้เสียหายเห็นหน้าจำเลยทั้งสองชัดเจนในระยะใกล้นานประมาณ 3 นาที ผู้เสียหายแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีหลังเกิดเหตุโดยแจ้งรูปพรรณสัณฐานของจำเลยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ ผู้เสียหายก็ชี้ตัวจำเลยทั้งสองได้ถูกต้องตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาพร้อมภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.3 เมื่อผู้เสียหายกับเจ้าของบ้านเช่าออกไปดูที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุก็พบรถผู้เสียหายยังล้มคว่ำอยู่และพบบังโคลนรถของคนร้ายตกอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ซึ่งโจทก์มีนายสุพจน์ทวดสุวรรณ

เจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยยืมไปใช้ในการกระทำความผิดและร้อยตำรวจเอกเสรีย์ นาประดิษฐ์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความของผู้เสียหาย โดยนายสุพจน์เบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลา4 โมงเย็น จำเลยที่ 1 ได้มายืมรถจักรยานยนต์ของพยานไป และนำมาคืนในเวลาประมาณ 20 นาฬิกาของวันเดียวกัน ปรากฏว่าบังโคลนหน้ารถหายไป พยานได้สอบถาม จำเลยที่ 1 บอกว่านำรถดังกล่าวไปชนกับรถคันอื่นต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 บอกพยานว่ายืมรถดังกล่าวไปกระชากสร้อยส่วนร้อยตำรวจเอกเสรีย์เบิกความว่าเมื่อจับจำเลยทั้งสองได้ได้ให้ผู้เสียหายชี้ตัว ผู้เสียหายดูแล้วยืนยันว่าคนทั้งสองเป็นคนร้าย แสดงว่าผู้เสียหายจำจำเลยทั้งสองได้จริง นอกจากนี้ร้อยตำรวจเอกเสรีย์ยังเบิกความว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย

จ.10, จ.11 ร้อยตำรวจเอกเสรีย์ นำจำเลยทั้งสองไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ตามภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 บันทึกการชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.12 พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความมีเหตุผลสอดคล้องต้องกัน เชื่อได้ว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง การที่จำเลยทั้งสองนำชี้ที่เกิดเหตุให้ถ่ายภาพไว้ต่อหน้าประชาชนและให้การรับสารภาพฐานวิ่งราวทรัพย์ เห็นได้ว่าจำเลยกระทำโดยความสมัครใจ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงพยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ และการที่จำเลยที่ 2 ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอย่างแรงจนเสียหลักล้มลง แล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายได้กระชากสร้อยคอทองคำพร้อมด้วยจี้ทองคำที่คอของผู้เสียหายไปถือว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายในการชิงทรัพย์ คดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
เจริญ นิลเอสงฆ์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สุนทร จันทรศักดิ์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

Supreme Court Judgment No. 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

Supreme Court Judgment No. 1546/2568

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17…

Supreme Court Judgment No. 811/2568

ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหล…

Supreme Court Judgment No. 3328/2562

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) (7) 339 วรรคท้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up