คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน ณ สถานที่ขายยาชื่อร้านเต็กอันตึ๊ง ได้บังอาจมียาไดไฮโดรเสตปโตไมซินซัลเฟต แต่แจ้งในฉลากยาที่กล่องและที่ขวดว่าเป็นยาดานาไมซินซัลเฟท อันเป็นยาที่แสดงชื่อยาอื่นซึ่งมิใช่ความจริง และเป็นยาและวัตถุที่ทำเทียมทั้งหมดว่าเป็นยาแท้ อันเป็นยาปลอมตามกฎหมาย จ่ายแจกและแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ในการค้าอันเป็นการขายยาปลอมฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510มาตรา 72, 73, 119 และริบของกลางจำเลยให้การรับสารภาพไม่ขอต่อสู้คดี และว่าจำเลยมียาตามฟ้องไว้เพื่อจำหน่ายโดยซื้อจากตัวแทนขายส่ง ต่อมาจำเลยถูกจับโดยได้พิสูจน์แล้วว่าได้ใช้ฉลากยาที่กล่องและที่ขวดว่าเป็นยาคานาไมซินซัลเฟท
เมื่อทราบข้อหาดังกล่าวแล้ว จำเลยรู้สึกสำนึกในความผิดนี้เป็นอย่างมากขอให้ลงโทษสถานเบาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510มาตรา 72, 73, 119 ให้ลงโทษตามมาตรา 72, 119 วรรคสอง ปรับ 1,000 บาท ลดให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ปรับ 500 บาท บังคับค่าปรับตามมาตรา 29, 30 ริบของกลางโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510มาตรา 119 วรรคแรกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 119 บัญญัติว่า"ผู้ใดขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาปลอม อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72(1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาทถ้าผู้กระทำตามวรรคหนึ่ง
กระทำโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอม ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงห้าพันบาท" ตามบทมาตราดังกล่าว การจะปรับบทลงโทษผู้กระทำการตามวรรคหนึ่งอันเป็นบทหนัก ต้องปรากฏว่าผู้กระทำได้ขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาโดยรู้ว่าเป็นยาปลอม แต่ตามฟ้องมิได้กล่าวว่าจำเลยได้กระทำโดยรู้ว่าเป็นยาปลอม และจำเลยก็ไม่ได้ให้การรับว่าได้รู้ว่าของกลางเป็นยาปลอมแต่แรก จำเลยเพิ่งรู้ว่าเป็นยาปลอมภายหลังเมื่อได้พิสูจน์แล้ว ดังนี้ จะถือว่าจำเลยได้กระทำโดยรู้ว่าเป็นยาปลอมหาได้ไม่ จึงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ไม่ได้พิพากษายืน