Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 452/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่ศาลจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของ ส. ยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้น จะต้องมีพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่า ส. เบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ส. ไม่ได้เป็นญาติของจำเลย และไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทั้งยังมีภูมิลำเนาอยู่คนละอำเภอ เห็นเหตุการณ์เพราะมีบ้านอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุเท่านั้น ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียกับฝ่ายใด โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองก็ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือในคำเบิกความของ ส. นอกจากนี้ก่อนเบิกความ ส. ได้สาบานตนแล้วเบิกความต่อหน้าศาลและคู่ความทุกฝ่าย เปิดโอกาสให้มีการถามค้านได้แต่การให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้นเป็นการให้การสองต่อสอง อาจถูกพนักงานสอบสวนชี้นำให้ให้การตามแนวทางการสอบสวนของตนเองก็ได้ เชื่อว่า ส. เป็นพยานคนกลางเบิกความไปตามความจริงที่ได้รู้เห็นมา

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางลำนอง จักร์กระโทก และนางประนอม หนันกระโทกภริยาของนายสวัสดิ์ จักร์กระโทก และนายสุทิน หนันกระโทก ผู้ตาย ตามลำดับยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ) โดยให้เรียกนางลำนองและนางประนอมว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีประจักษ์พยานที่สำคัญเบิกความ 2 ปาก คือ นายสมบูรณ์คนขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท - 2053 นครราชสีมา ตามหลังรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับกับนายสกุล พานกิ่งหรือทานกิ่ง ซึ่งมีบ้านอยู่ข้างถนนที่เกิดเหตุ ส่วนนายศิริอมฤกษ์ นายจ้างของนายสมบูรณ์ซึ่งโดยสารมากับรถกระบะที่นายสมบูรณ์ขับและเป็นเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว นั่งหลับมาไม่เห็นเหตุการณ์ก่อนรถชนกัน ได้ความจากคำเบิกความของนายสมบูรณ์ว่า นายสมบูรณ์จะขับรถแซงรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับซึ่งบรรทุกโครงไก่ แต่เห็นว่าที่ด้านหน้ามีรถบรรทุกหกล้ออีกคันหนึ่งเปิดไฟเลี้ยวขวา

นายสมบูรณ์จึงลดความเร็วและไม่ขับแซง แต่ได้เปิดไฟเลี้ยวซ้าย ขณะนั้นรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับได้หักออกไปทางซ้ายเพื่อแซงรถด้านหน้าไปทางซ้ายนายสมบูรณ์จึงขับตามไปห่างประมาณ 20 เมตร ได้ยินเสียงรถชนกันที่ด้านหน้า นายสมบูรณ์จึงเหยียบเบรกให้รถหยุดอยู่กับที่ เห็นรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับหลบไปทางซ้าย ไม่เห็นรถคันใดชนกัน รถกระบะที่นายสมบูรณ์ขับถูกหัวเก๋งของรถบรรทุกหกล้อกระเด็นมาชนบริเวณด้านหน้าขวา เมื่อนายสมบูรณ์ลงจากรถไปตรวจดูความเสียหาย พบว่ารถบรรทุกหกล้อคันที่จะเลี้ยวขวาชนกับรถบรรทุกพ่วงสิบแปดล้อซึ่งแล่นสวนทางมา ทำให้หัวเก๋งหลุดออกมาชนกับรถกระบะที่นายสมบูรณ์ขับ มีผู้ถึงแก่ความตาย 3 คน ในที่เกิดเหตุ ส่วนนายสกุล

ประจักษ์พยานอีกปากหนึ่งเบิกความได้ความว่า นายสกุลมีบ้านอยู่ติดกับถนนฝั่งซ้ายของถนนที่มุ่งหน้าไปอำเภอกบินทร์บุรี เปิดเป็นอู่ซ่อมรถก่อนเกิดเหตุนายสกุลนั่งอยู่บริเวณหน้าบ้าน เห็นรถบรรทุกหกล้อแล่นมาจากทางอำเภอกบินทร์บุรี แล้วชะลอความเร็วเพื่อจะเลี้ยวขวาเข้าไปที่ร้านซ่อมยางรถยนต์ขณะเดียวกันเห็นรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงแล่นมาจากทางจังหวัดนครราชสีมาพุ่งเข้าชนรถบรรทุกหกล้อ ซึ่งจุดชนอยู่ห่างจากนายสกุลประมาณ 20 วา เช่นนี้ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวต่างไม่มีผู้ใดเบิกความยืนยันว่าก่อนที่รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับจะชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงถูกรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนที่ด้านท้ายก่อน

นายสมบูรณ์เป็นผู้ขับรถกระบะตามหลังรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับห่างเพียงประมาณ 20 เมตร โดยไม่มีรถคันอื่นคั่นกลาง หากรถบรรทุกหกล้อของจำเลยชนกับท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อนเชื่อว่านายสมบูรณ์จะต้องเห็น ทั้งในกรณีที่รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนกับรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อน แล้วรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับเสียหลักไปชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงที่แล่นสวนทางมา จะต้องมีเสียงดังเกิดขึ้น 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่นายสมบูรณ์กลับเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อนายสมบูรณ์ขับรถตามรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับไปด้านซ้ายห่างประมาณ 20 เมตร ได้ยินเสียงเหมือนรถชนกันอยู่ด้านหน้า เท่ากับนายสมบูรณ์ได้ยินเสียงรถชนกันเพียงครั้งเดียวจึงอาจเป็นไปได้ว่ารถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับชนกับรถบรรทุกสิบล้อก่อน แล้วท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับหมุนปัดมาชนบริเวณประตูด้านขวารถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับ

เพราะนายสมบูรณ์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รถบรรทุกสิบล้อ (พ่วงด้วยรถพ่วงรวมสิบแปดล้อ) ชนรถบรรทุกหกล้ออย่างแรง เป็นเหตุให้รถบรรทุกหกล้อหมุนกลับไปทางด้านซ้ายและหยุดคร่อมกลางถนน ส่วนที่โจทก์มีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสกุลตามเอกสารหมาย จ.2 มาอ้างเป็นพยานระบุว่า ในชั้นสอบสวนนายสกุลให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ขณะที่รถบรรทุกหกล้อหยุดรอเลี้ยวขวา (ซึ่งหมายถึงรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับ) รถบรรทุกหกล้ออีกคันหนึ่ง (ซึ่งหมายถึง รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับ) แล่นตามหลังมาเฉี่ยวชนบริเวณด้านท้าย เป็นเหตุให้รถบรรทุกหกล้อคันที่จอดรอเลี้ยวเสียหลักแล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนทางมา เป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกสิบล้อ

หมายเลขทะเบียน 80 - 2465 สระแก้ว พ่วงด้วยรถพ่วง หมายเลขทะเบียน 80 - 2606 สระแก้ว ที่แล่นสวนทางมา ก็ตาม แต่นายสกุลก็เบิกความว่า คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวไม่ถูกต้อง ความจริงเป็นดังที่นายสกุลเบิกความต่อศาลว่า ก่อนที่รถบรรทุกหกล้อจะชนกับรถบรรทุกสิบล้อนั้น นายสกุลไม่เห็นรถบรรทุกหกล้ออีกคันหนึ่งแล่นมา การที่ศาลจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสกุลยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้นจะต้องมีพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่านายสกุลเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายสกุลไม่ได้เป็นญาติของจำเลย และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งยังมีภูมิลำเนาอยู่คนละอำเภอ เห็นเหตุการณ์เพราะมีบ้านอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุเท่านั้น

ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียกับฝ่ายใด โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองก็ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือในคำเบิกความของนายสกุล นอกจากนี้ก่อนเบิกความนายสกุลได้สาบานตนแล้วเบิกความต่อหน้าศาลและคู่ความทุกฝ่ายเปิดโอกาสให้มีการถามค้านได้ แต่การให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้น เป็นการให้การสองต่อสอง อาจถูกพนักงานสอบสวนชี้นำให้ให้การตามแนวทางการสอบสวนของตนเองก็ได้ เชื่อว่า นายสกุลเป็นพยานคนกลางเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสกุลยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อศาลฎีกาตรวจดูแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1 ที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นแล้ว

ยิ่งสนับสนุนคำเบิกความของนายสมบูรณ์และนายสกุลให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เนื่องจากตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าว ปรากฏว่าจุดที่สันนิษฐานว่าเป็นจุดชน (จุดหมายเลข 6) อยู่ในช่องเดินรถของรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับทั้งเศษวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ตกอยู่บริเวณกึ่งกลางของช่องทางเดินรถ (จุดหมายเลข 5)แสดงให้เห็นว่ารถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับไม่ได้ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถสวนในเส้นทางเดินรถของรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงแต่อย่างใดหากกรณีเป็นเรื่องที่รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนบริเวณมุมกระบะด้านซ้ายท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อน จุดชนจะต้องอยู่ในช่องเดินรถของรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงอย่างแน่นอน

เพราะรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับจะกระเด็นเคลื่อนที่ไปตามแรงปะทะ ซึ่งความเสียหายที่ปรากฏบนประตูด้านขวารถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับตามภาพถ่ายหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดศรีสะเกษ) นั้น แสดงให้เห็นว่ามีการปะทะที่รุนแรงมากพอสมควรที่จะเป็นเหตุให้รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับกระเด็นเคลื่อนที่ไปได้ ดังนั้น จุดชนตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุจึงไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าจำเลยขับรถบรรทุกหกล้อชนท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับ ก่อนที่รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับจะชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วง แม้นายศิริพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความว่านายศิริสอบถามนายสมบูรณ์ได้ความว่า รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับซึ่งเบนออกไปทางด้านซ้ายเพื่อแซงซ้ายจึงเฉี่ยวท้ายรถบรรทุกหกล้อที่กำลังรอเลี้ยวเป็นเหตุให้เสียหลักเข้าไปในช่องเดินรถที่แล่นสวนมาก็ตาม

คำเบิกความของนายศิริก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า และไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของนายสมบูรณ์ประจักษ์พยาน ทั้งยังไม่ตรงกับจุดชนในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1 คำเบิกความของนายศิริ จึงไม่อาจรับฟังได้ นอกจากนี้หากพนักงานสอบสวนไปถึงที่เกิดเหตุแล้ว ทราบจากพยานไม่ว่าจะเป็นนายสมบูรณ์ นายศิริ หรือนายสกุลก็ดีว่า รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนเข้ากับท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อน พนักงานสอบสวนก็น่าที่จะบันทึกไว้ในบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรเอกสารหมาย จ.11 แต่กลับปรากฏตามเอกสารดังกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปคือ ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ รถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 83 - 0166 นครราชสีมา (ที่นายสวัสดิ์ขับ)

ได้แล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่แล่นสวนทางมาโดยไม่ทราบสาเหตุ... ฯลฯ เช่นนี้แสดงว่า หลังเกิดเหตุใหม่ ๆ ไม่มีใครยืนยันว่ารถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนกับท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อน จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวที่ไม่มีพยานปากใดยืนยันได้ว่ารถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนกับท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อนจึงเป็นเหตุให้รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับเสียหลักไปชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงที่แล่นสวนทางมา ประกอบกับจำเลยไม่ได้หลบหนีไปไหนและให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงก่อน เป็นเหตุให้ท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับปัดมาชนบริเวณประตูรถด้านขวาของรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

Matter details

Panel of judges
ธนฤกษ์ นิติเศรณี · สิริรัตน์ จันทรา · สมยศ เข็มทอง
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 642/2567

แม้ในชั้นจับกุมจำเลยและ ก. จะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของทั้งสองคน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ จึงต้องห้…

Supreme Court Judgment No. 4943/2567

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังค…

Supreme Court Judgment No. 3322/2563

แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลย แต่ ป. และ ฮ. ผู้ร่วมขบวนการ ได้ให้การจากการซักถามของเจ้าพนักงานว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมขบวนการด้วย โดย ป. ยังให้ถ้อยคำถึงรายละเอียดในการกระทำความผิด…

Supreme Court Judgment No. 3284/2557

แม้ ก. ส. และร้อยตำรวจเอก ว. พยานโจทก์ทั้งสามเป็นพยานบอกเล่า และผู้ตายผู้บอกเล่าไม่ได้ มาเบิกความต่อศาลเพราะถูกยิงถึงแก่ความตายก็ตาม แต่การที่ผู้ตายบอกแก่พยานโจทก์ทั้งสามทันทีที่พยานโจทก์ทั้งสามพบผู้ต…

Supreme Court Judgment No. 3225/2557

แม้ผู้เสียหายและ อ. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่ได้มาเบิกความ อันเป็นเหตุจำเป็นให้ศาลรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและ อ. ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) ก็ตาม แต่การที่ศาล…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up