Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2545 (ref. 45262)

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินที่ประกาศให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันการที่โจทก์ออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากการแจ้งการครอบครองภายหลังประกาศดังกล่าว แม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริตและโฉนดที่ดินยังไม่ถูกเพิกถอนก็ตาม ก็หาทำให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์มิได้ครอบครองอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าแย่งจากโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นกรณีที่ราษฎรฟ้องกันเองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาสำนวนละ200 บาท

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสี่สำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกนายไสว หนูคูขุด เป็นจำเลยที่ 1 นายบุญสม รัตนสาร เป็นจำเลยที่ 2 นายสุทัศน์ แสงแก้ว เป็นจำเลยที่ 3 นายพานิช คงศิริ เป็นจำเลยที่ 4 โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารได้บุกรุกเข้ามาปลูกขนำเพื่ออยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้รื้อถอนทำลายหลักหมุดแสดงอาณาเขตที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำให้ที่ดินโจทก์อยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวของโจทก์อีกต่อไปจำเลยทั้งสี่สำนวนให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินทั้งเก้าแปลงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องนั้นเป็นที่ดินสาธารณะที่จำเลยทั้งสี่กับประชาชนได้ใช้ร่วมกันมาเป็นเวลาประมาณ50 ปี โดยสงบ

เปิดเผย มีเจตนาเป็นเจ้าของโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน หากที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์มีนายทวีศักดิ์ ประทีปอุษานนท์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 21570 ถึง 21578 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา รวมเนื้อที่ 251 ไร่ 27 8/10 ตารางวา และนายเกษม ศรีคงคา เบิกความว่า เดิมพยานอยู่ที่ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ทางราชการจะให้พยานและชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณดังกล่าวย้ายไปอยู่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ตำบลพะวง พยานในฐานะตัวแทนชาวบ้านได้ยื่นฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอพระราชทานที่ดิน ต่อมาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2527 ราชเลขาธิการได้มีหนังสือถึงกองทัพภาคที่ 4 ให้จัดที่ดินแก่ราษฎรกองทัพภาคที่ 4 ได้จัดให้พยานและชาวบ้านเข้าอยู่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ตำบลพะวง

รวมประมาณ 700 ครัวเรือน ครัวเรือนละประมาณ 2 ไร่ เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ใกล้เคียงเป็นที่ดินโจทก์เนื้อที่ 250 ไร่เศษ ซึ่งมีรั้วลวดหนามเสาคอนกรีตล้อมรอบ ส่วนจำเลยทั้งสี่มีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อปี 2524 จำเลยทั้งสี่เข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทซึ่งทราบว่าเป็นที่สาธารณะ และทางราชการกำลังจะจัดสรรให้ผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเข้าอยู่ได้คนละ 2 ไร่ ต่อมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และผู้ที่อาศัยในที่ดินพิพาทได้ขอให้ทางราชการออกเอกสารสิทธิให้โดยติดต่อที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาแต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ยอมออกเอกสารสิทธิให้อ้างว่าเป็นที่สาธารณะโดยให้ดูแผนที่ เกี่ยวกับที่สาธารณะนี้นายจ้วน

มรรคคา กับพวก ได้เป็นโจทก์ฟ้องจังหวัดสงขลาเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 362 - 368/2532 ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ เมื่อประมาณปี 2536 โจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 และนายวิเชษฐ์ แสงแก้ว บุกรุก จำเลยที่ 2 ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ พนักงานอัยการจังหวัดสงขลามีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 และนายวิเชษฐ์ นอกจากนั้นจำเลยทั้งสี่ยังมีนายชัยรัตน์ เสถียร ปลัดจังหวัดสงขลา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองสงขลาเมื่อปี 2534 ถึงปี 2538 เบิกความเป็นพยานว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สงวนหวงห้ามตามประกาศลงวันที่ 21 มกราคม 2476 ต่อมาได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์

เนื้อที่ 4,600 ไร่ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2483 ต่อมาปี 2518 ได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พ.ศ. 2518ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตรงกับแผนที่ระวางเพื่อใช้ออกโฉนดที่ดิน ทั้งนี้เพื่อจะนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้แก่ราษฎร ที่ประกอบอาชีพทำโพงพางและมีปัญหาด้านทำกินอยู่ในขณะนั้น โดยมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาจัดสรรที่ทำกินให้แก่ผู้มีอาชีพทำโพงพาง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นไม่อำนวยให้ทำอาชีพทำโพงพาง กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงยกเลิกโครงการจัดสรรที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2523 ที่ดินดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายที่ดิน และเป็นที่ดินของรัฐอยู่ในความดูแลของกรมที่ดินที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่สาธารณะ

ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การออกโฉนดที่ดินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริง กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการจึงได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินให้พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่ แต่ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้เพิกถอนโฉนดของโจทก์เพราะรอฟังผลคำพิพากษาของศาลเนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีราษฎรอื่นอีกหลายรายฟ้องจังหวัดสงขลาและหลายรายถูกจังหวัดสงขลาฟ้องให้เพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินบริเวณดังกล่าว และจำเลยทั้งสี่ยังมีนายบรรลือ หอมหวน ซึ่งเคยเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาตั้งแต่ปี 2537 ถึงปี 2538 มาเบิกความว่า

ขณะที่พยานรับราชการอยู่ที่จังหวัดสงขลานั้น สภาจังหวัดสงขลาได้สอบถามมายังสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ระหว่างที่พยานกำลังทำหนังสือตอบไปยังสภาจังหวัดสงขลานั้นได้มีชาวบ้านร้องเรียนกับพยานว่าโจทก์ได้ออกโฉนดทับที่สาธารณะ กรมที่ดินได้ตั้งกรรมการสอบสวน ผลการสอบสวนได้ความว่าโจทก์ออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยชอบ ต่อมาชาวบ้านร้องเรียนไปยังกระทรวงมหาดไทยอีก กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสอบสวน 2 ชุด ผลสรุปจากการสอบสวนได้ความว่าโจทก์ออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบ โดยออกทับที่สาธารณประโยชน์และมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท พยานจึงได้มีหนังสือชี้แจงถึงสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา และพยานปากนี้ได้เบิกความยืนยันว่าตามแผนที่ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์

เห็นว่า นายชัยรัตน์เคยเป็นนายอำเภอเมืองสงขลาส่วนนายบรรลือเคยเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาจึงน่าจะทราบเกี่ยวกับที่ดินสาธารณะและที่ดินพิพาทดี พยานทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเป็นพยานคนกลางเบิกความสอดคล้องกับรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนที่กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง ซึ่งสรุปผลการสอบสวนว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องกันมาจากผู้ครอบครองเดิม ซึ่งแจ้งการครอบครองไว้โดยมิชอบ และเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่ดินบริเวณนี้เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมา 100 ปีเศษ การออกโฉนดที่ดินของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่น้ำหนักน่ารับฟังกว่าพยานหลักฐานของโจทก์

คดีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินที่ประกาศให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2476 จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่โจทก์ออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากการแจ้งการครอบครองภายหลังวันที่ 21 มกราคม 2476 นั้น แม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริตและโฉนดที่ดินยังไม่ถูกเพิกถอนก็ตาม ก็หาทำให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินพิพาท โดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ครอบครองอยู่ก่อนแล้วจำเลยทั้งสี่เข้ามาแย่งการครอบครองจากโจทก์ จำเลยทั้งสี่จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว

ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นกรณีที่ราษฎรฟ้องกันเองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาสำนวนละ 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกามาตามราคาที่ดินพิพาทในชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท และชั้นฎีกา 6,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์"

Result

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์

Matter details

Panel of judges
สมชัย เกษชุมพล · ไพศาล เจริญวุฒิ · สุมิตร สุภาดุลย์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 367/2568

แม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้ว…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 717482)

ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรา…

Supreme Court Judgment No. 5661/2567

แบบขออนุญาตสร้างทางเป็นเพียงแบบพิมพ์ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรองนั้น แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา…

Supreme Court Judgment, B.E. 2566 (ref. 699740)

เมื่อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิที่ดินมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 และแม้หากที่ดินพิพาทจะพ้นจากการเป็นที่ชายตลิ่งไปโดย…

Supreme Court Judgment No. 2911/2566

แม้ ผ. จะมีชื่อเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทร่วมกับ ม. ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 613/2531 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2531 แต่ต้องถือว่าเป็นการครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเจ้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up