Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2545 (ref. 45292)

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุแต่เพียงจำนวนเนื้อที่ที่แบ่งให้แก่โจทก์และบุคคลอื่นเป็นการแบ่งอย่างเลื่อนลอยไม่ชัดเจน ไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินที่ได้รับแบ่งตั้งอยู่ส่วนใด มีอาณาเขตอย่างไร ผู้ได้รับส่วนแบ่งไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินกันได้ถูกต้อง จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลฎีกาส่งเรื่องคืนให้ศาลชั้นต้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งแยกที่ดินกันให้มีอาณาเขตแน่นอนว่าส่วนใดเป็นของใครบ้างนั้น ไม่เข้าเหตุหนึ่งเหตุใด ตามข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบและโจทก์ไม่อาจจะฎีกาต่อมาได้ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ข้อตกลงแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความหากจะทำให้ ฮ. ไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดกเลยหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ ฮ. จะไปว่ากล่าวเอง โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียจากการได้หรือไม่ได้รับมรดกของ ฮ. จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบและโจทก์ไม่อาจฎีกาในปัญหานี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า นายเม้ง แซ่อึ้ง บิดาของโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค.1เลขที่ 24 ตำบลหนองใหญ่ อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 250 ไร่ ก่อนถึงแก่กรรมได้ยกที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ให้โจทก์ โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์มาตลอดโดยปลูกบ้าน ขุดสระน้ำ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยคัดค้านและจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยกับพวกบุกรุกรื้อถอนทำลายบ้านของโจทก์และลักเอาทรัพย์ของโจทก์ไป รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 577,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว

ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องรบกวนจำเลยให้การว่า บิดาไม่ได้ยกที่ดินให้โจทก์ แต่ที่ดิน บ้านพัก สระน้ำเป็นของจำเลยที่โจทก์พักอาศัย เพราะโจทก์เป็นน้องชายของจำเลย จำเลยรื้อถอนบ้านเพราะทรุดโทรมและอาจเกิดอันตรายเกี่ยวกับไฟฟ้า โจทก์ไม่มีสิทธิขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงได้คัดค้าน จำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ หากโจทก์เสียหายทั้งหมดก็ไม่เกิน 55,000บาท ทั้งฟ้องโจทก์เรื่องละเมิดขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องสำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า บิดาของโจทก์ได้ยกที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 24 ดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 12 ไร่เศษ ให้โจทก์ โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยแผ้วถางและปลูกต้นไม้เต็มเนื้อที่ที่ได้รับมา ต่อมาโจทก์ได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินที่ได้รับมา แต่จำเลยคัดค้านว่าเป็นของจำเลย

ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์จำเลยให้การว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย ซึ่งจำเลยครอบครองทำประโยชน์มานานประมาณ 20 ปีแล้ว ทั้งโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาโจทก์ จำเลย นายถวัลย์ อภิชัยกุล นายหลักกุ่ยหรือธีรศักดิ์ อภิชัยกุล นายสมชัย อภิชัยกุล นางลัดดา อภิชัยกุล นางอมรรัตน์ เหลาตุลา ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลชั้นต้นว่าข้อ 1 โจทก์ จำเลย และบุคคลทั้งหมดดังกล่าวยินยอมแบ่งทรัพย์สินที่เป็นที่ดินดังนี้1.1 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46211 เล่มที่ 463 หน้าที่ 11 ตำบลบ้านบึง

อำเภอบ้านบึง (บางปลาสร้อย) จังหวัดชลบุรี จำนวนเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวาซึ่งนายถวัลย์ อภิชัยกุล เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตกลงแบ่งให้โจทก์จำนวน 7 ไร่ นางลัดดาอภิชัยกุล จำนวน 3 ไร่ นางอมรรัตน์ เหลาตุลา จำนวน 3 ไร่ นายณัฐพงศ์ อภิชัยกุล จำนวน 4 ไร่ ส่วนที่เหลือให้เป็นของนายถวัลย์ อภิชัยกุล ทั้งหมด1.2 ที่ดินที่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้เสียภาษีอยู่ตกลงแบ่งให้โจทก์จำนวน 12 ไร่ บริเวณวังใหญ่ที่มีอาคารสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 5 หลัง นางลัดดาอภิชัยกุล จำนวน 2 ไร่ นางอมรรัตน์ เหลาตุลา จำนวน 2 ไร่ ซึ่งไม่ติดกับที่โจทก์ ส่วนของนายณัฐพงศ์ อภิชัยกุล จำนวน 14 ไร่1.3 ที่ดินมือเปล่าที่นายถวัลย์

อภิชัยกุล ครอบครองใช้ประโยชน์และเสียภาษีบำรุงท้องที่แบ่งให้โจทก์จำนวน 20 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง1.4 ที่ดินมือเปล่าที่นายหลักกุ่ยหรือธีรศักดิ์ อภิชัยกุล เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์เสียภาษีบำรุงท้องที่แบ่งให้โจทก์จำนวน 9 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โจทก์และจำเลยยอมให้ที่ดินของตนตัดเป็นทางกรรมสิทธิ์ร่วมเพื่อเข้าสุสานบิดาของโจทก์จำเลย แปลงละ 3 เมตร และให้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ญาติพี่น้องทุกคนเข้าออกได้รวมกว้าง 6 เมตร1.5 ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการแบ่งแยกที่ดินจากข้อ 1.1 ถึง 1.4 นั้น ผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งแต่ละส่วนเป็นผู้ออกเองทั้งสิ้นข้อ 2 คดีความต่าง ๆ ที่โจทก์

จำเลย และที่เกี่ยวข้องกับญาติพี่น้องทุกคดี มีคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1851/2538 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 733/2540 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ยื่นฟ้องนายถวัลย์ อภิชัยกุล คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3558/2539 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2799/2539 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3445/2537 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 34/2538 ที่มีการร้องขอถอนผู้จัดการมรดก คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2167/2540 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลย คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2173/2540 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2894/2540 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งคดีนี้รวม 8 เรื่อง ทุกฝ่ายตกลงถอนฟ้องถอนคำร้องทุกข์ และไม่ติดใจดำเนินคดีหรือเรียกร้องค่าเสียหายใดทั้งสิ้นอีกข้อ 3 ที่ดินมือเปล่าฝั่งตรงข้ามที่ดินที่จำเลยแบ่งให้โจทก์ด้านฝั่งถนนสายบึง

-แกลง ด้านซ้ายมือจากทางที่มาจากอำเภอแกลงที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1536/2540 จำนวน 12 ไร่ จำเลยไม่เกี่ยว และโจทก์จะไปตรวจสอบด้วยตนเอง โดยไม่เกี่ยวข้องในที่ดินแปลงตามข้อ 1.2 โดยเมื่อโจทก์ไปยื่นคำร้องขอออกโฉนดต่อสำนักงานที่ดิน จำเลยและนายสมชัย อภิชัยกุล ตกลงไม่คัดค้าน หรือหากมีการคัดค้านจะไปดำเนินการถอนคำคัดค้านข้อ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืน ค่าทนายทั้งสองฝ่ายและบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ติดใจที่จะเรียกร้องซึ่งกันและกันอีกข้อ 5 หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บุคคลใดคนหนึ่งผิดนัด หรือไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนข้อ 6 โจทก์ จำเลยยินยอมตามข้อ 1 ถึง 5

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนก่อนศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา ความปรากฏแก่ศาลชั้นต้นว่าจำเลยถึงแก่กรรม นางสุรินทร์ อภิชัยกุล ภริยาของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาประการต่อมาว่า การแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุแต่เพียงจำนวนเนื้อที่ที่แบ่งให้แก่โจทก์และบุคคลอื่น เป็นการแบ่งอย่างเลื่อนลอย ไม่ชัดเจนไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินได้รับแบ่งตั้งอยู่ส่วนใด มีอาณาเขตอย่างไร ผู้ได้รับส่วนแบ่งไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินกันได้ถูกต้อง จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลฎีกาส่งเรื่องคืนให้ศาลชั้นต้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งแยกที่ดินกันให้มีอาณาเขตแน่นอนว่าส่วนใดเป็นของใครบ้างนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง

บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล(2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความ ปรากฏว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยมีข้ออ้างในชั้นอุทธรณ์เช่นเดียวกับในชั้นฎีกาดังกล่าวข้างต้น อันเป็นข้ออุทธรณ์ที่ไม่เข้าเหตุหนึ่งเหตุใด ตามข้อยกเว้นดังกล่าวซึ่งโจทก์จะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ตามที่โจทก์อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่อาจจะฎีกาในปัญหาข้อนี้ต่อมาได้ตามนัยของมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาในประการสุดท้ายว่า นางฮวย แซ่อึ้ง มารดาของโจทก์เป็นเจ้าของมรดกและทายาทอันชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับไม่ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินแปลงใดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเลย ในขณะที่ทายาทอื่นได้รับส่วนแบ่งกันทุกคน จึงเป็นการขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่าข้อตกลงแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหากจะทำให้นางฮวยไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดกเลยหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นางฮวยจะไม่ว่ากล่าวเอง โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียจากการได้หรือไม่ได้รับมรดกของนางฮวย จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่อาจฎีกาในปัญหานี้ได้ตามนัยของมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเช่นกัน"

Result

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาโจทก์

Matter details

Panel of judges
ประชา ประสงค์จรรยา · ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ · องอาจ โรจนสุพจน์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 770/2562

เมื่อข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้…

Supreme Court Judgment No. 12456/2556

ข้อที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า วิธีการตรวจสอบที่ตั้งของที่ดินพิพาทของนายอำเภอเขาค้อยังมีเหตุชวนให้น่าเคลือบแคลงสงสัยถึงความโปร่งใส และน่าจะมีการฉ้อฉลเกิดขึ้นในขั้นตอนดังกล่าวนั้น มิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่…

Supreme Court Judgment No. 532/2556

คำว่า "ฉ้อฉล" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายว่า ใช้อุบายหลอกลวงโดยเอาความเท็จมากล่าวเพื่อให้เขาหลงผิด ดังนั้นข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ว่า จำเลยร้องไห้โอดคร…

Supreme Court Judgment No. 7152/2553

ป.พ.พ. มาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้" การสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 จึงอาจเ…

Supreme Court Judgment No. 1602/2551

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมถูกโต้แย้งสิทธิในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up