Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4549/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งได้วินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2528 อันเป็นกรณีที่โจทก์ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการไว้แล้วก่อนที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ใช้บังคับพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการของโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงจำเลยตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยรับผิดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกิดขึ้นขณะที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 168(เดิม) ใช้บังคับ อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ จึงต้องบังคับตามบทมาตราดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ภายในกำหนด 10 ปี ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การแล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามคำร้อง ของ จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 ซึ่งมาตรา 227 มิใช่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาแม้โจทก์จะไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ก่อน ก็มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 168 ป.วิ.พ. Section 24 ป.วิ.พ. Section 26 ป.วิ.พ. Section 226 ป.วิ.พ. Section 227 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 Section 30 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 Section 36

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยโจทก์และจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ 10 มิถุนายนพ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) ตามที่กล่าวถึงในมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2527 โจทก์สั่งซื้อปลาน้ำดอกไม้ (ปลาทูน่า) จำนวน 4 ตู้บรรจุสินค้าจำเลยจะส่งสินค้าทั้งสี่ตู้ไปให้โจทก์ ณ เมืองฮัมบูรก์ ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันในเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม 2527โดยมีข้อกำหนดอันเป็นสาระสำคัญในสัญญาซื้อขายด้วยว่า

กล่อง/ตรากระป๋อง จะต้องไม่ระบุชื่อพิเศษคือประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดสินค้าไว้ด้วย และสัญญาซื้อขายฉบับนี้ทำขึ้นตามกฎหมายและเงื่อนไขต่าง ๆ ของสมาคมสินค้าแห่งเมืองฮัมบูร์ก ซึ่งมีอนุญาโตตุลาการที่มีคุณภาพและผู้ชำนาญทางเทคนิคจะเป็นผู้มีอำนาจระงับบรรดาข้อพิพาททั้งหมดขั้นสุดท้ายที่จะเกิดจากสัญญานี้จำเลยยินยอมให้อนุญาโตตุลาการซึ่งสมาคมสินค้าแห่งเมืองฮัมบูร์กแต่งตั้งเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่อาจจะเกิดขึ้นจากสัญญาซื้อขายนี้ได้ ณ เมืองฮัมบูร์กตามกฎของสมาคมสินค้าดังกล่าวด้วย ต่อมาจำเลยได้ส่งสินค้าไปให้โจทก์รวม 4 ตู้โจทก์ได้ตรวจพบว่าบนหีบทุกหีบของสินค้าที่จำเลยส่งไปนั้นมีข้อความเขียนไว้ว่า

"THAILAND" (ประเทศไทย) อยู่ด้วยอันเป็นการผิดจากข้อตกลงในสัญญาซื้อขายดังกล่าว และสินค้าที่จำเลยส่งให้โจทก์บางส่วนมีน้ำหนักไม่ถูกต้องตามข้อกำหนดในสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงไม่รับสินค้าที่ซื้อขายทั้งหมดและแจ้งให้จำเลยคืนเงินค่าสินค้าจำนวน 121,019.60 ดอลล่าสหรัฐอเมริกาพร้อมทั้งได้เรียกร้องค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ต้องเสียไปในการตรวจสอบสินค้าและอื่น ๆ แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงได้ดำเนินการตามกฎของสมาคมการค้าแห่งเมืองฮัมบูร์กตามที่ตกลงไว้ในสัญญาโดยนำสินค้าออกขายและนำเงินจากการขายสินค้ามาหักชดใช้กับราคาสินค้าที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินส่วนที่ยังขาดอยู่ แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงได้ส่งเรื่องให้อนุญาโตตุลาการของสมาคมการค้าแห่งเมืองฮัมบูร์กทำการวินิจฉัยชี้ขาด และอนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2528 ให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 45,128.02 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาและ 8,245.71มาร์ค

เยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยคิดตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2528 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าพิจารณาคดีจำนวน 6,998.47 มาร์ค เยอรมันให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ส่งคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยผ่านศาลของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันถึงจำเลยเมื่อวันที่ 13ธันวาคม 2528 จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงได้ส่งคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวให้จำเลยทราบอีกครั้งหนึ่งโดยผ่านกระทรวงยุติธรรมประเทศไทยถึงจำเลยเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2531จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์เป็นเงินบาทรวมเป็นเงิน 1,663,892.90 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงิน1,272,673.87 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จจำเลยให้การว่า

โจทก์ไม่อาจนำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศตามฟ้องซึ่งได้ชี้ขาดก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาใช้บังคับในทางเป็นผลร้ายแก่จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยได้ สัญญาซื้อขายตามฟ้องทำขึ้นในประเทศไทยจึงชอบที่จะใช้กฎหมายไทยบังคับ จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือยินยอมมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด การซื้อขายปลากระป๋องระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการซื้อขายตามตัวอย่างจำเลยได้ส่งสินค้าตามตัวอย่างซึ่งโจทก์ได้ให้ความเห็นชอบแล้วไปให้โจทก์ถูกต้องครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์ส่งสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2531 โจทก์จะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี โดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลภายในวันที่ 12 มกราคม 2532 ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ

พ.ศ. 2530 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2532 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการถึงจำเลย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530มาตรา 30 พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีภายในกำหนด 10 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์จะต้องฟ้องขอให้บังคับตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงจำเลยตามมาตรา 30แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งได้วินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2528 อันเป็นเวลาก่อนที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ

พ.ศ. 2530 ใช้บังคับ มาตรา 36แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติเป็นบทเฉพาะกาลไว้ว่า"บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการ และการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ได้กระทำไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ" โจทก์ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการให้มีการชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยไว้แล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2528 ดังนั้น พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 จึงไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงจำเลยตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโจทก์ฎีกาว่า

โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีให้จำเลยปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศภายใน 10 ปี นับแต่ พ.ศ. 2528 จำเลยแก้ฎีกาว่า ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168(เดิม)บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ท่านให้มีกำหนดอายุความ 10 ปีนั้น มีความหมายเฉพาะอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยและตามกฎหมายไทยเท่านั้น เห็นว่าในกรณีเช่นนี้ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2521ระหว่างบริษัทฮีสโมโค อเมริกัน คำปะนี อิงค์ โจทก์ บริษัทศรสุวรรณ จำกัด จำเลยว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งมลรัฐนิวยอร์คฟ้องร้องให้บังคับกันในศาลไทยได้ และตามฟ้องเป็นเรื่องบังคับให้จำเลยรับผิดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168(เดิม)ดังนั้น

เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยรับผิดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกิดขึ้นขณะที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168(เดิม) ใช้บังคับ อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงต้องบังคับตามบทมาตราดังกล่าวไม่อาจนำอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์ได้ โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศได้ ภายในกำหนด 10 ปีนับแต่ พ.ศ. 2528 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่าโจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นไว้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น ปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การแล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

Result

พิพากษายกฟ้อง ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามคำร้องของ จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ซึ่งมาตรา 227มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้โจทก์จะไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ก่อน ก็มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

Matter details

Panel of judges
ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เริงธรรม ลัดพลี
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2158/2537

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความและพิพากษาคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้ความโดยงดสืบพยาน ถือไม่ได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ซึ่งถือว่าไม่เป…

Supreme Court Judgment No. 13180/2553

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน ศาลได้สอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์จำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และนัดฟังคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนที่จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป…

Supreme Court Judgment No. 747/2532

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปร่วมกันยื่นคำขอทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่โจทก์ จำเลยและผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินร่วมกัน จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า ที่ดินส่วนของโจทก์มีบุคคลภายนอกครอบครองปรปักษ์จนไ…

Supreme Court Judgment No. 24/2532

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดชี้สองสถานว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดการชี้สองสถาน แล้ววินิจฉัยว่า การได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ผู้ได้กรรมสิทธิ์ต้อง…

Supreme Court Judgment No. 3833/2528

การใช้สิทธิทางศาล หากกระทำโดยไม่สุจริต จงใจแต่จะให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยใช้ศาลเป็นเครื่องกำบัง ก็เป็นการกระทำละเมิดได้ โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up