คำฟ้องและคำให้การ
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรนายเหลือ พ้นภัยพาลนายเหลือถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินและบ้าน ผู้ร้องเคยติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อจัดการโอนทรัพย์มรดก แต่ไม่อาจจัดการได้ ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเหลือผู้ตายผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเหลือผู้ตาย
ผู้ร้องยื่นคำร้องโดยเจตนาทุจริตไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านและเด็กชายธีรพงษ์ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายทราบ ผู้ร้องจึงไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายเหลือผู้ตายศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายเหลือร่วมกันผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกาในข้อแรกว่า การที่นายเหลือ(เจ้ามรดก) ทำการสมรสกับผู้คัดค้าน เป็นการสมรสซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 จึงเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1496ถือเท่ากับไม่มีการสมรส ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ภรรยาของนายเหลือนั้นเห็นว่า การสมรสแม้จะไม่ถูกต้องประการใดก็ตาม ก็ยังไม่เป็นโมฆะ นอกจากศาลได้พิพากษาให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1495 เดิมบัญญัติไว้เป็นพิเศษดังนั้นตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ ยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องให้การสมรสระหว่างนายเหลือกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ และยังไม่มีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าการสมรสระหว่างนายเหลือกับผู้คัดค้านยังมีอยู่ ผู้คัดค้านจึงเป็นทายาทโดยธรรมและมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกรายนี้ฎีกาข้อต่อมา
ผู้ร้องอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่เหมาะสม เพราะเคยมีสามีมาก่อนแล้ว และมีเจตนาไม่สุจริต เห็นว่าการมีสามีมาก่อนหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดการมรดก หรือทำให้การจัดการมรดกไม่เหมาะสมแต่ประการใด ส่วนข้อที่ผู้คัดค้านอ้างว่าเด็กชายธีรพงษ์เป็นบุตรของผู้ตายกับผู้คัดค้านนั้น แม้จะไม่ถูกต้องก็เป็นการอ้างไปตามบันทึกในทะเบียนสมรสซึ่งผู้ตายกับผู้คัดค้านแจ้งไว้ ยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ผู้คัดค้านไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง การร้องคัดค้านเข้ามาก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน ไม่ได้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดพิพากษายืน