Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4656/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ใช้ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาอันเดียวกัน ในคำฟ้องคดีเดียวที่รวมเอาความผิดหลายกระทงไว้ด้วยกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 หรือคำฟ้องหลายคดีที่พิจารณาพิพากษารวมกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 25 ซึ่งปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกันก็ให้ศาลลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปโดยมีข้อยกเว้นว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 วรรคท้าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91มิได้บัญญัติห้ามว่าการนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหนึ่งต่อจากคดีอื่นของจำเลยที่มีคำฟ้องและคำพิพากษาต่างสำนวนต่างหากออกไป เมื่อนับรวมกันแล้วจะเกินกำหนดในมาตรา 91 ไม่ได้ ซึ่งการขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหนึ่งต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอื่น เป็นการขอให้ศาลกล่าวไว้เป็นอย่างอื่นในคำพิพากษาเกี่ยวกับการเริ่มนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนั้นว่าจะให้เริ่มนับแต่เมื่อใดซึ่งหากไม่กล่าวไว้เป็นอย่างอื่นก็จะต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าสมควรให้นับโทษต่อหรือไม่เพียงใด และมิได้อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน คดีนี้และคดีก่อนเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำผิดทุจริตเบียดบังค่าธรรมเนียมและค่าคำขอในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินจากส่วนราชการของกรมที่ดิน หน่วยราชการซึ่งเป็นผู้เสียหายก็คือกรมที่ดินรายเดียวกัน สำนวนการสอบสวนของคดีนี้และคดีก่อนก็เป็นสำนวนเดียวกัน โจทก์สามารถฟ้องจำเลยสำหรับการกระทำความผิดคดีนี้และคดีดังกล่าวเป็นคดีเดียวกันได้ เพราะโจทก์จำเลยเป็นคนเดียวกัน และพยานก็เป็นชุดเดียวกัน แต่ถ้าโจทก์แยกฟ้องจำเลยแต่ละกระทงความผิดเป็นรายสำนวนไป และศาลมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีทุกสำนวนรวมกัน ศาลก็จะลงโทษจำเลยได้ไม่เกินกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เหตุที่ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกเพราะเกิดความผิดพลาดในการดำเนินคดี และศาลชั้นต้นไม่มีโอกาสสั่งให้คดีก่อนพิจารณาพิพากษารวมกัน ประกอบกับคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวมเต็มตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 หากให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนก็จะทำให้จำเลยต้องโทษจำคุกหนักขึ้น โดยเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 เพียงเพราะความผิดพลาดในการดำเนินคดี จึงไม่มีเหตุสมควรให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อน คดีก่อนเป็นคดีที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้นคดีนี้ แม้เป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดในข้อหาเดียวกับข้อหาที่จำเลยถูกลงโทษในคดีนี้ ในทางปฏิบัติไม่อาจยื่นฟ้องคดีก่อนต่อศาลชั้นต้น ทั้งไม่อาจรวมพิจารณาพิพากษากับคดีนี้ได้ จึงเป็นคดีที่มีคำฟ้องและคำพิพากษาต่างสำนวนต่างหากออกไปไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ถึงแม้ศาลจังหวัดพิษณุโลกจะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ก็ชอบที่จะนับโทษจำคุกของจำเลยติดต่อกันได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นข้าราชการสังกัดกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตรอันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีหน้าที่รับเงินค่าธรรมเนียม ค่าคำขอในการจดทะเบียนนิติกรรม ดูแลรักษาเงินดังกล่าว จัดทำใบเสร็จรับเงินและนำเงินค่าธรรมเนียม ค่าคำขอส่งต่อคณะกรรมการรักษาเงิน ในระหว่างจำเลยปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2523 เวลากลางวัน จำเลยปลอมเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 1 ต 03804 เลขที่ 23ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2523 ซึ่งเป็นคู่ฉบับเอกสารใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้แก่นายพนัส พวงมณี เป็นค่าคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม จำนวน 10 บาท ทั้งนี้โดยจำเลยกรอกข้อความลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าคำขอว่าได้รับเงินค่าคำขอจำนวน 5 บาท โดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการเช่นนั้น แล้วจำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินค่าคำขอส่วนหนึ่ง

จำนวน5 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2524 เวลากลางวัน จำเลยปลอมเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 1 ป 03637 เลขที่ 21 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2524 ซึ่งเป็นคู่ฉบับของเอกสารใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้แก่นายสวาท หลิมเทศ และธนาคารกรุงไทย จำกัด เป็นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนจำนองที่ดินและค่าคำขอจดทะเบียนนิติกรรม จำนวน 425 บาท ทั้งนี้โดยจำเลยกรอกข้อความลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินว่าได้รับเงินค่าธรรมเนียมและค่าคำขอไว้เพียง 5 บาท โดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการเช่นนั้น แล้วจำเลยเบียดบังยักยอกเงินจำนวน 420 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน และเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2525 เวลากลางวัน จำเลยปลอมเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 1 ม 04452 เลขที่ 24 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2525 ซึ่งเป็นคู่ฉบับเอกสารใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้แก่นางสำอาง

สุ่มสาย และธนาคารกสิกรไทย เป็นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนจำนองที่ดินและค่าคำขอจดทะเบียนนิติกรรมจำนวน 425 บาท ทั้งนี้โดยจำเลยกรอกข้อความลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินว่าได้รับเงินค่าธรรมเนียมและค่าคำขอไว้เพียง 5 บาท โดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการเช่นนั้น แล้วเบียดบังยักยอกเงิน จำนวน420 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157, 161, 162(1) และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน จำนวน 845 บาท แก่กรมที่ดินผู้เสียหายกับนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1118/2532 (ต่อมาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1125/2536) ของศาลจังหวัดพิษณุโลกและคดีอาญาหมายเลขดำที่ 970/2533 กับ 552/2534 ของศาลชั้นต้นจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 161 ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 147 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยกระทำความผิดรวม3 กระทง รวมจำคุก 15 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่เบียดบังไปจำนวน 845 บาท แก่กรมที่ดินผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1118/2532 หมายเลขแดงที่ 1125/2536 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกและคดีอาญาหมายเลขดำที่ 970/2533 กับ 552/2534 ของศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และบรรยายฟ้องด้วยวาจำเลยนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1118/2532 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกและจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 970/2533 กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 552/2534 ของศาลชั้นต้นในข้อหาเดียวกับคดีนี้ ขอให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว โดยศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาจำคุกจำเลย 50 ปีตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1125/2536 ซึ่งจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 970/2533 และ 552/2534 ศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาพิพากษาโดยพิพากษาจำคุกจำเลยรวม 50 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2537 และ 29/2537 คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า

จะนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1125/2536 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก และโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2537 และ 29/2537 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ โดยโจทก์กล่าวอ้างในฎีกาว่าไม่มีกฎหมายใดห้ามนับโทษจำเลยที่กระทำผิดต่างกรรมติดต่อกัน เป็นแต่ว่าเมื่อนับโทษต่อกันแล้วตามความผิดในคดีนี้จะนับโทษต่อกันเกิน 50 ปี ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) เท่านั้น เห็นว่า ข้อความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฯลฯ"มีความหมายว่า บทบัญญัติมาตรา 91 นี้ ใช้ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาอันเดียวกัน ในคำฟ้องคดีเดียวที่รวมเอาความผิดหลายกระทงไว้ด้วยกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 หรือคำฟ้องหลายคดีที่พิจารณาพิพากษารวมกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 25 ซึ่งปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกันก็ให้ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่มีข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ต่อไปว่า

"แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (1) สิบปีสำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี (2) ยี่สิบปีสำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี (3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91มิได้บัญญัติห้ามว่าการนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหนึ่งต่อจากคดีอื่นของจำเลยที่มีคำฟ้องและคำพิพากษาต่างสำนวนต่างหากออกไป เมื่อนับรวมกันแล้วจะเกินกำหนดในมาตรา 91 ไม่ได้ ซึ่งการขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหนึ่งต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอื่น เป็นการขอให้ศาลกล่าวไว้เป็นอย่างอื่นในคำพิพากษาเกี่ยวกับการเริ่มนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนั้นว่าจะให้เริ่มนับแต่เมื่อใด ซึ่งหากไม่กล่าวไว้เป็นอย่างอื่นก็จะต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าสมควรให้นับโทษต่อหรือไม่เพียงใดและมิได้อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันสำหรับการขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2537 และ 29/2537 ของศาลชั้นต้นนั้น

ปรากฏว่า คดีนี้และคดีดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำผิดทุจริตเบียดบังค่าธรรมเนียมและค่าคำขอในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินจากส่วนราชการของกรมที่ดิน หน่วยราชการซึ่งเป็นผู้เสียหายก็คือกรมที่ดินรายเดียวกัน สำนวนการสอบสวนของคดีนี้และคดีดังกล่าวก็เป็นสำนวนเดียวกัน โจทก์สามารถฟ้องจำเลยสำหรับการกระทำความผิดคดีนี้และคดีดังกล่าวเป็นคดีเดียวกันได้ เพราะโจทก์จำเลยเป็นคนเดียวกัน และพยานก็เป็นชุดเดียวกัน แต่ถ้าโจทก์แยกฟ้องจำเลยแต่ละกระทงความผิดเป็นรายสำนวนไป และศาลมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีทุกสำนวนรวมกัน ศาลก็จะลงโทษจำเลยได้ไม่เกินกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เหตุที่ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกเพราะเกิดความผิดพลาดในการดำเนินคดี และศาลชั้นต้นไม่มีโอกาสสั่งให้คดีนี้กับคดีดังกล่าวพิจารณาพิพากษารวมกัน

ประกอบกับคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวมเต็มตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 หากให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าวก็จะทำให้จำเลยต้องโทษจำคุกหนักขึ้นคือเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 เพียงเพราะความผิดพลาดในการดำเนินคดีจึงไม่มีเหตุสมควรให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2537 และ 29/2537 ของศาลชั้นต้นส่วนการขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1125/2536 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตอำนาจศาลชั้นต้น แม้เป็นกรณีที่จำเลยกระทำผิดในข้อหาเดียวกับข้อหาที่จำเลยถูกลงโทษในคดีนี้และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2537 และ 29/2537 ของศาลชั้นต้น ในทางปฏิบัติไม่อาจยื่นฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น

ทั้งไม่อาจรวมพิจารณาพิพากษากับคดีนี้ และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2537 และ29/2537 ของศาลชั้นต้นได้ จึงเป็นคดีที่มีคำฟ้องและคำพิพากษาต่างสำนวนต่างหากออกไป ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ถึงแม้ศาลจังหวัดพิษณุโลกจะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ก็ชอบที่จะนับโทษจำคุกของจำเลยติดต่อกันได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นับโทษต่อให้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1125/2536 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

Matter details

Panel of judges
ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · พิชัย เตโชพิทยากูล
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 779/2541

ป.อ.มาตรา 91 มิได้บัญญัติห้ามว่า การนับโทษจำคุกของจำเลยคดีหนึ่งต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นของจำเลยที่มีคำฟ้องและคำพิพากษาต่างสำนวนต่างหากออกไปเมื่อนับรวมกันแล้วจะเกินกำหนดในมาตรา 91 ไม่ได้ การขอให้นับโทษจ…

Supreme Court Judgment No. 3178/2565

ป.อ. มาตรา 91 ให้อำนาจศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปและกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นแล้วต้องไม่เกินยี่สิบ…

Supreme Court Judgment No. 4943/2567

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังค…

Supreme Court Judgment No. 234/2567

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำชำเราผู้ตายในคราวเดียวกับที่จำเลยทำร้ายผู้ตาย ทั้งการที่จำเลยใช้มือตีไปที่ศีรษะและบริเวณหลังของผู้ตายก็ด้วย…

Supreme Court Judgment No. 2561/2562

คดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรี มีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up