Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 466/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายบุคคลนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้อย่างชัดแจ้งโดยเฉพาะในมาตรา 31 วรรคหนึ่งที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและวรรคสามว่า การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือกระทำการใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมาตรา 26ที่บัญญัติว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ดังนั้น การปฏิบัติตามมาตรา 240 ตลอดจนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 อันเป็นบทบัญญัติให้ศาลตรวจสอบว่ามีการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลดังกล่าว จึงต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกคุมขังเป็นสำคัญเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจมีการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ถือว่ามีมูลที่ศาลจ

Provisions the court ruled on

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย Section 26 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย Section 31 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย Section 240 ป.วิ.อ. Section 78 ป.วิ.อ. Section 87 ป.วิ.อ. Section 90 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 Section 26 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 Section 31 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 Section 240 ป.วิ.อ. Section 66

คำฟ้องและคำให้การ

สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายบุคคลนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้อย่างชัดแจ้งโดยเฉพาะในมาตรา 31 วรรคหนึ่งที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและวรรคสามว่า การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือกระทำการใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมาตรา 26ที่บัญญัติว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ดังนั้น การปฏิบัติตามมาตรา 240 ตลอดจนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 อันเป็นบทบัญญัติให้ศาลตรวจสอบว่ามีการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลดังกล่าว จึงต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกคุมขังเป็นสำคัญเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจมีการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ก็ถือว่ามีมูลที่ศาลจะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 240 ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ บ. ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540ส.กับพวกคือพ.ร. และ น. ได้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ แต่เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับ อ. ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2540และควบคุมตัว อ. ตลอดมาจนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540จึงขอฝากขังครั้งที่ 1

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาวันที่28 พฤศจิกายน 2540 ผู้ร้องซึ่งเป็นทนายความของ อ.ยื่นคำร้องอ้างว่าการจับและคุมขังระหว่างสอบสวนดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีการออกหมายจับอ. และปรากฏตามข้อมูลเบื้องต้นเพียงว่าผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวหาว่ากระทำความผิดมีเพียง 4 คน ไม่ปรากฏชัดว่ามีเหตุตามสมควรว่าควรนำตัว อ. มาสอบสวนดำเนินคดีด้วยแต่อย่างใดหรือไม่ ไม่ปรากฏว่า อ. ตกเป็นผู้ต้องหาซึ่งถูกสงสัยโดยมีเหตุอันสมควรที่จะออกหมายจับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66(2) ไม่ปรากฏว่าการจับ อ. เป็นการจับเพราะกระทำความผิดซึ่งหน้าหรือพบอ.กำลังพยายามกระทำความผิดหรือพบอ. โดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า

อ. จะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถใช้ในการกระทำความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า อ. ได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี จึงไม่ใช่กรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 78(1)(2) และ (3) ทั้งผู้เสียหายก็ไม่ได้ร้องทุกข์ว่าอ.ร่วมกับส. กระทำความผิด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับและควบคุม อ.โดยถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ ทั้งหากการจับ อ.ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจที่จะควบคุมอ. ต่อเนื่องจากการจับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังในระหว่างสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ได้ ซึ่งหากศาลสั่งให้ผู้คุมขังหรือผู้ก่อให้เกิดการคุมขังนำตัว

อ.มาเพื่อให้บุคคลดังกล่าวแสดงข้อมูลหรือพยานหลักฐานจะทำให้ปรากฏแน่ชัดว่ามีการจับหรือคุมขังโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และศาลก็สามารถพิจารณาถึงเหตุในการจับและคุมขังตลอดจนพฤติการณ์และขั้นตอนในการคุมขังให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้อย่างสมบูรณ์สมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลดังกล่าวแล้ว ดังนี้ ถือได้ว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลที่ศาลจะดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 240ผู้ร้องซึ่งเป็นทนายความของนายอนันต์ โพธิ์ทอง ยื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาได้ดำเนินการจับตัวนายอนันต์ โพธิ์ทอง ไปกักขังควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก

ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ซึ่งการจับดังกล่าวได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายทั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อ พ.ศ. 2534 นางจุไรรัตน์ ทัดตวรได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 496 ถนนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องขอของนางจุไรรัตน์ แต่นางจุไรรัตน์ยังนำที่ดินดังกล่าวบางส่วนไปให้นางดารณีเช่า ซึ่งทั้งนางจุไรรัตน์และนางดารณีไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินดังกล่าวต่อมานางดารณีและนางจุไรรัตน์มอบอำนาจให้นายบุญยืน ยังบุญสุขไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 ว่า วันที่ 2 ตุลาคม 2540และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 นายแสวง วัณณสุโภประสิทธิ์นายเสาร์

ชินระหงษ์ นายสุพรรณ ยอดกันตรี และนายหนูไม่ทราบนามสกุล ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินและลักเอาเก้าอี้ไป 10 ตัวกับทำลายประตูรั้วและนายแสวงผู้เดียวได้ลักเอาเทวรูปของนางจุไรรัตน์ไปด้วย การที่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาได้ทำการจับนายอนันต์ โพธิ์ทอง มาคุมขังโดยที่มิได้มีการแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่นายอนันต์แต่อย่างใดจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลไต่สวนและดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลที่จะดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 240 ให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลที่จะดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240 หรือไม่ เห็นว่าสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายบุคคลนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้อย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะในมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และวรรคสามบัญญัติว่า การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมาตรา 26 ก็บัญญัติว่าการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

ดังนี้ การปฏิบัติตามมาตรา 240ตลอดจนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 อันเป็นบทบัญญัติให้ศาลตรวจสอบว่ามีการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลดังกล่าวจึงต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของผู้คุมขังเป็นสำคัญ ฉะนั้นเมื่อมีเหตุอันสมควรเชื่อว่าอาจมีการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ถือว่ามีมูลที่ศาลจะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 240 สำหรับกรณีการจับและคุมขังนายอนันต์ โพธิ์ทอง ระหว่างสอบสวนคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาเอกสารหมาย ร.2 ว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้นายบุญยืน ยังบุญสุขไปแจ้งความต่อพันตำรวจตรีวิทยา

กิจกำจร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540ว่า ระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540นายแสวง วัณณสุโภประสิทธิ์ กับพวกคือนายสุพรรณ ยอดกันตรีนายเสาร์ ชินระหงษ์ และนายหนู ไม่ทราบนามสกุล ได้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ และข้อเท็จจริงปรากฏตามคำขอฝากขังนายอนันต์ต่อศาลครั้งที่ 1 ลงวันที่26 พฤศจิกายน 2540 ในสำนวนกับเอกสารหมาย ร.2 ว่าร้อยตำรวจเอกดิลก รื่นเนตร รองสารวัตรสืบสวนสอบสวนได้ทำการจับนายอนันต์ โพธิ์ทอง ที่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวาแขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน2540 จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวนายอนันต์ตลอดมาจนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 จึงขอฝากขังครั้งที่ 1ศาลชั้นต้นอนุญาต

ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าการจับและคุมขังระหว่างสอบสวนดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมายจากข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีการออกหมายจับนายอนันต์ และตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2ปรากฏข้อมูลเบื้องต้นเพียงว่าผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวหาว่ากระทำความผิดมีเพียง 4 คน ไม่ปรากฏชัดว่ามีเหตุตามสมควรว่าควรนำตัวนายอนันต์มาสอบสวนดำเนินคดีด้วยอย่างใดหรือไม่ไม่ปรากฏว่านายอนันต์ตกเป็นผู้ต้องหาซึ่งถูกสงสัยโดยมีเหตุอันสมควรที่จะออกหมายจับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 66(2) ไม่ปรากฏว่าการจับนายอนันต์เป็นการจับเพราะกระทำความผิดซึ่งหน้าหรือพบนายอนันต์กำลังพยายามกระทำความผิดหรือพบนายอนันต์โดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่านายอนันต์จะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมือ

อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถใช้ในการกระทำความผิด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่านายอนันต์ได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี จึงไม่ใช่กรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจะจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(1)(2) และ (3)ส่วนที่ระบุในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่านายบุญยืนแจ้งให้จับโดยได้มีการร้องทุกข์ไว้แล้ว ก็ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ว่านายอนันต์ร่วมกับนายแสวงกระทำความผิดดังกล่าวแล้วพฤติการณ์ดังกล่าวมามีข้อน่าสงสัยตามสมควรว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติในการจับกุมและควบคุมนายอนันต์ผู้ถูกจับโดยถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ ทั้งหากการจับนายอนันต์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจที่จะควบคุมตัวนายอนันต์ต่อเนื่องจากการจับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังในระหว่างสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ได้ซึ่งหากศาลสั่งให้ผู้คุมขังหรือผู้ก่อให้เกิดการคุมขังนำตัวนายอนันต์มาเพื่อให้บุคคลดังกล่าวแสดงข้อมูลหรือพยานหลักฐานจะทำให้ปรากฏแน่ชัดว่า มีการจับหรือคุมขังโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลก็สามารถพิจารณาถึงเหตุในการจับกุมและคุมขังตลอดจนพฤติการณ์และขั้นตอนในการคุมขังให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้อย่างสมบูรณ์สมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลดังกล่าวแล้วจากพฤติการณ์ดังที่ได้วินิจฉัยมาถือได้ว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลที่ศาลจะดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 240 ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น"

Result

พิพากษากลับเป็นว่า คำร้องของผู้ร้องมีมูลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากได้ความว่ายังมีการคุมขังนายอนันต์ โพธิ์ทอง อยู่ และผู้คุมขังแสดงให้เป็นที่พอใจศาลชั้นต้นไม่ได้ว่าการคุมขังนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายให้ศาลชั้นต้นสั่งปล่อยนายอนันต์ไปทันที

Matter details

Panel of judges
สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · จุมพล ณ สงขลา
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3803/2562

การจับกุมโจทก์ทั้งสี่มีมูลเหตุมาจากการที่ ช. แจ้งเรื่องไปที่ศูนย์วิทยุสื่อสาร สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง ว่าโจทก์ที่ 2 อ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจพูดจาเชิงข่มขู่ให้ซื้อบัตรคอนเสิร์ต จำเลยที่ 13 จึงไปร้านที่เ…

Supreme Court Judgment No. 4265/2561

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหาไว้ตามคำร้องของผู้ร้องมีกำหนด 12 วัน เพื่อสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 116 ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายก…

Supreme Court Judgment No. 1388/2545

จำเลยที่ 1 ใช้ลูกระเบิดฆ่า ศ. อ. และ ส. ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าบุคคลอื่นอีกหลายคน แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นลักษณะที่จะทำให้ตายโดยใช้อาวุธร้ายแรงมีอำนาจแห่งการทำลายโดยกว้างขวาง มิได้มี…

Supreme Court Judgment No. 3598/2531

แม้การที่พนักงานสอบสวนจะรับตัวผู้ต้องหาควบคุมไว้โดยมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ก็ตาม แต่การควบคุมนั้นก็ยังคงเป็นการควบคุมตามอำนาจของพน…

Supreme Court Judgment, B.E. 2506 (ref. 81923)

ผู้ร้องซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ในข้อหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 90 ครั้นในระหว่างศาลไต่สวนคำร้อง มีพระราชบัญญัติการควบคุมตัวผู้ต…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up