Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4695/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้โจทก์นำสืบมูลที่มาของหนี้ตามสัญญากู้ว่าเดิมมีอยู่อย่างไรและเหตุใดจึงมีจำนวนหนี้ดังกล่าวตามที่จำเลยขีดฆ่าและลงชื่อกำกับไว้ก่อนที่จะมีการแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นมีความเป็นมาอย่างไรมิใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94 แม้สัญญากู้ยืมจะเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากรจึงจะอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้แต่ในกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยให้การรับว่าเป็นหนี้จริงโจทก์ก็ไม่จำเป็นต้องอ้างสัญญากู้ยืมเป็นพยานหลักฐาน จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่หลายจำนวนและได้ชำระหนี้ให้โจทก์เกินกว่าหนี้ที่ต้องชำระอยู่จำนวนหนึ่งจึงให้นำเงินจำนวนดังกล่าวชำระหนี้ซึ่งถึงกำหนดชำระก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา328

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 328 ป.วิ.พ. Section 94 ป.รัษฎากร Section 118

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยืมเงินโจทก์รวม 3 ครั้ง จำเลยยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2532จำนวนเงิน 250,000 บาท และเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2533จำนวนเงิน 300,000 บาท โดยยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีต่อมาจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้น ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้องจริง แต่ได้ชำระครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษายืนจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า

จำเลยเคยยืมเงินโจทก์หลายครั้ง และได้ทำหลักฐานไว้เป็นหนังสือรวม 3 ครั้ง คือเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 ตามเอกสารหมาย จ.1 เดิมลงจำนวนเงินไว้ 408,000 บาท ต่อมาแก้ไขเป็น 100,000 บาท โดยจำเลยลงชื่อกำกับไว้ และเอกสารหมายจ.3 เดิมลงจำนวนเงินไว้ 80,000 บาท ต่อมาแก้ไขเป็น300,000 บาท โดยจำเลยลงชื่อกำกับไว้เช่นเดียวกัน ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2535 โจทก์ยอมรับรถยนต์ของภริยาจำเลยตีใช้หนี้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน 140,000 บาทปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือ จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาประการแรกว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จำนวน 100,000 บาท โจทก์จะนำสืบว่าความจริงกู้ยืมเงินกัน 408,000 บาท ไม่ได้นั้น เห็นว่าการนำสืบมูลที่มาของหนี้จำนวน 100,000 บาทว่าเดิมมีอยู่อย่างไรและเหตุใดจึงมีจำนวนหนี้ตามเอกสาร 100,000 บาท ตามที่จำเลยขีดฆ่าและลงลายมือชื่อกำกับไว้โจทก์มีสิทธิ์นำสืบได้ว่าก่อนที่จะมีการแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นมีความเป็นมาอย่างไรมิใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเอกสารหมาย จ.1 ติดอากรแสตมป์สำหรับหนี้เงินกู้จำนวน100,000 บาท เท่านั้น จึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อดังที่โจทก์นำสืบว่ามีการกู้ยืมเงินกันในวันทำสัญญา 408,000 บาท แต่ควรจะฟังว่าในวันทำสัญญามีการกู้ยืมเงินกันเพียง 100,000 บาท

ดังที่จำเลยนำสืบนั้น เห็นว่า แม้ว่าสัญญากู้ยืมจะเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ตามประมวลรัษฎากรจึงจะอ้างเป็นพยานหลักบานในคดีแพ่งได้แต่ในกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยให้การรับว่าเป็นหนี้จริงเช่นในกรณีนี้โจทก์ก็ไม่จำเป็นต้องอ้างสัญญากู้ยืมเป็นพยานหลักฐานคงมีข้อที่ต้องพิจารณาว่าเอกสารหมาย จ.1 มีพิรุธดังที่จำเลยอ้างในฎีกาหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วฟังว่าข้อเท็จจริงน่าเชื่อดังที่โจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมตามเอกสารหมายจ.1 เป็นเงินจำนวน 408,000 บาท เมื่อได้รับชำระหนี้บางส่วนแล้วจึงแก้ไขจำนวนเงินเป็น 100,000 บาท ที่จำเลยยังคงค้างชำระอยู่ในเวลาต่อมาอย่างไรก็ตาม โจทก์นำสืบว่า หนี้ตามสัญญากู้หมาย

จ.1จำนวน 100,000 บาท มีขึ้นจากที่จำเลยนำเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 10 ครั้ง และตีราคารถยนต์ชำระหนี้อีก 140,000 บาท แม้โจทก์จะไม่ยอมรับว่าจำนวนเงินตามเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 4 และที่ 12 เป็นเงินที่จำเลยชำระหนี้เกี่ยวกับคดีนี้ แต่โจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าจำเลยได้จ่ายเงินจำนวน 269,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้หมาย จ.1 ซึ่งมากกว่าที่จำเลยนำสืบว่าได้ชำระเงินตามเอกสารหมายจ.7 ให้แก่โจทก์ 500 บาท เมื่อนำไปรวมกับเงินจำนวน140,000 บาท ที่จำเลยตีราคารถยนต์ชำระหนี้แล้ว เป็นเงินจำนวน409,000 บาท มากกว่าหนี้ตามสัญญากู้หมาย จ.1 ถึง 1,000 บาท จึงให้นำเงินจำนวน 1,000 บาท ดังกล่าวชำระหนี้ตามสัญญาหมาย

จ.1ซึ่งถึงกำหนดชำระก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328ดังนั้นหนี้ที่จำเลยยังคงค้างชำระตามสัญญากู้ 3 ฉบับ จึงมีเพียง649,000 บาทเท่านั้น ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่กู้ยืมเป็นต้นไปพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน649,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน99,000 บาทนับแต่วันที่ 4 เมษายน 2532 ในต้นเงิน250,000 บาท นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2532 และในต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยในต้นเงิน 99,000 บาท นับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 56,299.32 บาทในต้นเงิน 250,000 บาท นับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 64,929.84 บาท และในต้นเงิน 300,000 บาท นับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 71,938.08 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

Matter details

Panel of judges
ธวัชชัย พิทักษ์พล · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5086/2558

ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยมีเพียงว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยหรือไม่ เมื่อโจทก์นำสืบพยานบุคคลฟังได้แล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นภายในสถานที่ปร…

Supreme Court Judgment No. 5387/2549

ทนายจำเลยคนเดิมยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีมาครั้งหนึ่งแล้วอ้างว่าป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดี ก่อนถึงวันนัดสืบพยานจำเลย 4 วัน ทนายจำเลยคนเดิมขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยคน…

Supreme Court Judgment No. 2762/2549

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาให้จำเลยกู้ยืมเงิน 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 180,000 บาท โดยสัญญากู้ยืมเงินแต่ละฉบับตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน แต่ในสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับระบุว่า โจทก์…

Supreme Court Judgment No. 7592/2547

สัญญาจ้างทำของมิได้ปิดอากรแสตมป์ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118 จึงต้องห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแต่การจ้างทำของไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ ดัง…

Supreme Court Judgment No. 5416/2540

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การข้อ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ และไม่เคยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยคนใดที่มีภาระจำต้องชำระหนี้แก่โจทก…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up