คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสมาชิกสมาคมกู้อิสสระภาพอินเดีย จำเลยเป็นนายกสาขาสมาคมนี้ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ได้มอบธนบัตรฉะบับละพันบาทรวม ๑๕,๐๐๐ บาท ให้จำเลยในฐานะนายกสมาคมนำไปฝากไว้ที่คลังจังหวัดนครศรีธรรมราช บัดนี้สมาคมเลิกล้ม โจทก์ขอให้จำเลยจัดการให้มีชื่อโจทก์เป็นผู้ฝากธนบัตรที่กล่าวนี้ จำเลยไม่ยอม โจทก์จึงฟ้องขอให้แสดงว่าโจทก์เป็นเจ้าของธนบัตรเหล่านั้น จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์อุทิศเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ให้แก่สมาคมกู้อิสสระภาพอินเดียแล้ว เรียกคืนไม่ได้ คู่ความรับข้อเท็จจริงกันว่า ดจทก์ได้ให้ธนบัตรรายพิพาทให้แก่สมาคมกู้อิสสระภาพอินเดียจริง แต่สมาคมนี้ตั้งขึ้นโดยไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แล้วต่างไม่สืบพะยานต่อไป
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า สมาคมอินเดียมิใช่นิติบุคคลเพราะมิได้จดทะเบียน การให้ไม่สมบูรณ์ เพราะมีแต่ผู้ให้ไม่มีบุคคลผู้รับ จึงพิพากษาให้ธนบัตรรายพิพาทเป็นของโจทก์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่ามอบธนบัตรรายพิพาทให้จำเลยในฐานะนายกสมาคม เพื่อนำฝากคลังแต่ข้อเท็จจริงที่รับกันว่า โจทก์ให้ธนบัตรรายพิพาทให้สมาคมกู้อิสสระภาพอินเดีย ไม่ใช่การมอบหรือฝาก ฟ้องจึงต่างกันข้อเท็จจริง จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อที่โจทก์รับตามรายงาน การพิจารณาของศาลว่า ธนบัตรรายนี้โจทก์ได้ให้แก่สมาคมกู้อิสสระภาพอินเดียนั้น ถ้าคู่ความรับกันเพียงเท่านี้ คดีก็อาจฟังยุตติให้ศาลวินิจฉัยได้ว่า ข้อเท็จจริงต่างกับฟ้องหรือไม่ แต่เรื่องนี้ข้อเท็จจริงหายุตติเพียงนั้นไม่ โดยยังมีข้อที่โจทก์จำเลยรับกันต่อไปว่า สมาคมที่กล่าวนี้มิได้จดทะเบียนตามกฎหมายประเด็นจึงอยู่ที่ว่าการให้ทรัพย์แก่สมาคมที่มิได้จดทะเบียนนั้น จะสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องกับข้องวินิจฉัยของศาลชั้นต้น
Result
จึงพิพากษากลับคำพิพากศาลอุทธรณ์บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.