Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4720/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้เป็นทายาทของผู้ตายเพราะผู้ตายสมรสกับ บ. หลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันแสดงว่า จำเลยยอมรับว่า บ. เป็นภริยาของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และ ป. เป็นบุตรซึ่งเกิดจากผู้ตายและ บ. โจทก์ที่ 4 เป็นบุตรของ ป. ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และ ป. ไม่ใช่บุตรที่เกิดจากผู้ตายและ บ. ทั้งมิได้นำสืบหักล้างว่า โจทก์ที่ 4 มิใช่บุตรของ ป. จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และป. เป็นบุตรของผู้ตายที่เกิดจาก บ. เมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรของ ป. จึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่ ป. ได้ และเมื่อปรากฏว่าผู้ตายสมรสกับ บ. ก่อนปี2473 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับ ผู้ตายกับบ. จึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกอาจตกลงตั้งจำเลยซึ่งไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมายเป็นผู้จัดการมรดกได้ โดยไม่จำต้องไปร้องขอให้ศาลแต่งตั้ง การที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะดังกล่าวจึงเป็นการครอบครองแทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย แม้เกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ก็ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสี่ได้ ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินมรดกตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 2 ไร่2 งาน 77 ตารางวา หรือคิดเป็นเงินคนละ 2,592,500 บาท หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้เอาที่ดินมรดกดังกล่าวขายทอดตลาดแล้วเอาเงินแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสี่จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้เป็นทายาทของผู้ตาย เพราะผู้ตายแต่งงานกับนางบุญมีหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน บุตรที่เกิดมาจึงมิใช่ทายาทของนายเชื่อม โจทก์ทั้งหมดจะเป็นบุตรของนายเชื่อมหรือไม่ จำเลยไม่รับรอง ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 239 และ 373 เป็นสินเดิมของจำเลย ส่วนที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 371 เป็นที่ดินที่บิดามารดาของจำเลยยกให้แก่จำเลย

ต่อมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยได้ออกน.ส.3 เป็นของตนเองแล้ว และได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาเกินกว่า 1 ปี โจทก์ทั้งสี่ไม่เคยเข้าครอบครอง หากที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว นอกจากนี้จำเลยเคยแบ่งที่ดินอีกแปลงหนึ่งให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วนเพื่อมนุษยธรรมเพราะโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เคยมาอาศัยอยู่กับจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง หากที่ดินตามฟ้องเป็นทรัพย์มรดกจะต้องแบ่งให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งก่อนแล้วจึงแบ่งให้แก่ทายาทจำนวน 12 ส่วน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายเชื่อม พึ่งสุข ผู้ตาย ให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ใน 12 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้เอาที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกขายแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ใน 12 ส่วนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมนายเชื่อม พึ่งสุข กับนางบุญมี พึ่งสุข เป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และนางประเทือง พึ่งสุข นางประเทืองมีบุตร 1 คน

คือโจทก์ที่ 4 นางประเทืองถึงแก่ความตายมาประมาณ30 ปีแล้ว ต่อมาในปี 2483 นายเชื่อมสมรสกับจำเลยตามใบสำคัญการสมรสและทะเบียนสมรสเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 นายเชื่อมกับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 7 คน ถึงแก่ความตายไปแล้ว 1 คน คงมีชีวิตอยู่ 6 คน นายเชื่อมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2523 หลังจากนั้นจำเลยได้แบ่งที่ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 งาน 50 ตารางวา คงเหลือที่ดินพิพาท 3 แปลง คือที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 239,371 และ 373 ซึ่งเป็นที่ดินที่ได้มาระหว่างจำเลยสมรสกับนายเชื่อมผู้ตาย ตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.11

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรมของนายเชื่อมผู้ตายหรือไม่ ในข้อนี้ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 มิใช่บุตรและทายาทของผู้ตาย โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นบุตรและเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย และรับฟังไม่ได้ว่าผู้ตายกับนางบุญมีเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่าโจทก์มิได้เป็นทายาทของผู้ตายเพราะผู้ตายสมรสกับนางบุญมีหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน แสดงว่าจำเลยยอมรับว่านางบุญมีเป็นภริยาของผู้ตายโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และนางประเทืองเป็นบุตรซึ่งเกิดจากผู้ตายและนางบุญมี

โจทก์ที่ 4 เป็นบุตรของนางประเทือง ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และนางประเทืองไม่ใช่เป็นบุตรที่เกิดจากผู้ตายและนางบุญมี ทั้งมิได้นำสืบหักล้างว่า โจทก์ที่ 4 มิใช่บุตรของนางประเทือง จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และนางประเทืองเป็นบุตรของผู้ตายที่เกิดจากนางบุญมี เมื่อนางประเทืองถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรของนางประเทืองจึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่นางประเทืองได้ และเมื่อพิเคราะห์อายุของโจทก์ทั้งสามขณะเบิกความซึ่งมีอายุ 63, 60 และ 56 ปี ตามลำดับ ประกอบกับสำเนาทะเบียนบ้านที่โจทก์ทั้งสี่ยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2536 ที่ระบุว่าโจทก์ที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2473 แล้ว

ฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 เกิดในปี 2473 จึงเชื่อได้ว่าผู้ตายสมรสกับนางบุญมีก่อนปี 2473 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับ ผู้ตายกับนางบุญมีจึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์ทั้งสี่ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ ในข้อนี้ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ฟ้องเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกของผู้ตายภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เบิกความว่าเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งจำเลยและนางทองคำ

ม่วงเมือง บุตรจำเลยได้เบิกความเป็นพยานตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสี่รับว่า จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อพิเคราะห์ข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยดังกล่าวประกอบข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า นอกจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมแล้ว ยังมีโจทก์ที่ 4 กับบุตรและหลานของจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมอีก กับจำเลยได้ขายที่ดินมรดกไปแปลงหนึ่งนำเงินมาใช้จ่ายในการจัดงานศพผู้ตาย และนำที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งเป็นที่ปลูกบ้านแบ่งให้แก่บุตรจำเลยและโจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 งาน 50 ตารางวา แล้วโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 4 กับบุตรและหลานของจำเลยคัดค้านว่าจำเลยไม่มีอำนาจจัดการขายที่ดินและรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด

คดีจึงฟังได้ว่าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้มีการตกลงให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยไม่ปรากฏว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมายเช่นนี้ จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการจัดการมรดกและแบ่งปันมรดกที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีเอกสารคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมาแสดงนั้น เห็นว่าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกอาจตกลงตั้งผู้จัดการมรดกได้ โดยไม่จำต้องไปร้องขอให้ศาลแต่งตั้ง ดังนั้น ที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงเป็นการครอบครองแทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่ด้วย แม้เกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสี่ก็ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสี่ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงไม่ขาดอายุความพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สันติ ทักราล · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3201/2545

โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ผ. ภายหลังจาก ผ. ถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง 37 ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก…

Supreme Court Judgment No. 8267/2538

จำเลยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกย่อมเป็นตัวแทนของทายาทคือโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์1720 ดังนั้น การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป…

Supreme Court Judgment No. 1368/2510

โจทก์เป็นบุตรคนเดียวของ ซ. ซึ่งเป็นบุตรของ ย. เมื่อ ฮ. ซึ่งเป็นสามีของ ย. ตาย มรดกของ ฮ. คงมีเฉพาะ 2 ใน 3 ของที่ดิน 3 โฉนด ผู้จัดการมรดกของ ฮ.มีสิทธิจัดการได้เฉพาะมรดกของ ฮ. ตอนนี้ ซ.มารดาโจทก์มิได้เป…

Supreme Court Judgment No. 3402/2566

ป.พ.พ. มาตรา 1754 การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน มีอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี…

Supreme Court Judgment No. 9992/2560

ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ถึง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up