Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4725/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่ศาลจะสั่งงดสืบพยานของคู่ความเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ ดุลพินิจแต่ละคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ในสำนวนจากคำฟ้องและคำให้การพอวินิจฉัยได้แล้ว แม้จะสืบพยานต่อไปก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงมีอำนาจที่จะสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยเสียได้ การบอกล้างโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา140 ย่อมทำได้ด้วยแสดงเจตนาต่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง แต่จำเลยไม่ได้เรียก ก.เข้ามาเป็นจำเลยร่วม หากนิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยกับ ก.จะเป็นโมฆียะกรรม คำให้การของจำเลยก็ไม่มีผลเป็นการบอกล้างนิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยกับ ก. อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 เป็นกรณีฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 แต่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล จะนำมาตรา 240 มาปรับแก่คดีหาได้ไม่.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 13186 ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แก่นายกฤษฎามั่งสุวรรณ แล้วไม่ไถ่คืน จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายกฤษฎา ต่อมานายกฤษฎาขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ เนื่องจากจำเลยมีเรือน 1 หลัง ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไปแต่จำเลยเพิกเฉยขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนเรือนเลขที่ 35 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท หากไม่รื้อให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายจำเลยให้การว่า นายวิรัตน์ คล่องดี สมคบกับโจทก์หลอกลวงจำเลยว่านายวิรัตน์เป็นหนี้โจทก์ หากไม่ใช้หนี้จะถูกโจทก์ดำเนินคดีฐานฉ้อโกง

ขอยืมโฉนดที่ดินพิพาทไปขายฝากแก่นายกฤษฎา แล้วไม่ยอมไถ่คืน และสมคบกันซื้อที่ดินพิพาทจากนายกฤษฎาเป็นของโจทก์ นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกฤษฎาเกิดจากการฉ้อฉลจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทมา 20 ปี ไม่เคยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์มิได้นำคดีมาฟ้องภายใน 1 ปี ตามมาตรา 240 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 35 ตลอดทั้งสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

จำเลยฎีกาในประการแรกว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยเป็นการมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา เพราะเมื่อศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แล้ว จะต้องให้จำเลยนำสืบจนสิ้นกระแสความ จะสั่งงดสืบพยานไม่ได้นั้น เห็นว่าการที่ศาลจะสั่งงดสืบพยานของคู่ความหรือไม่ ย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจแต่ละคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป โดยเฉพาะคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนจากคำฟ้องและคำให้การพอวินิจฉัยได้แล้วแม้จะสืบพยานต่อไปก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงมีอำนาจที่จะสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยเสียได้จำเลยฎีกาในข้อต่อมาว่า การบอกล้างนิติกรรมของจำเลยโดยยื่นคำให้การต่อสู้ว่านิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยและนายกฤษฎาเป็นกลฉ้อฉลอันเป็นการบอกล้างนิติกรรมที่ชอบแล้ว

เพราะกฎหมายมิได้กำหนดแบบของการบอกล้างนิติกรรมไว้นั้น เห็นว่า การบอกล้างโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 140 ย่อมทำได้ด้วยแสดงเจตนาต่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้เรียกนายกฤษฎาเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วย ฉะนั้น หากนิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยกับนายกฤษฎาจะเป็นโมฆียะกรรม คำให้การของจำเลยก็ไม่มีผลเป็นการบอกล้างนิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยกับนายกฤษฎา นิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับนายกฤษฎาจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยมิได้ไถ่คืนในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่นายกฤษฎา นายกฤษฎาย่อมนำที่ดินพิพาทมาขายต่อให้โจทก์ได้โดยชอบฉะนั้น นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกฤษฎาย่อมมีผลผูกพันคู่กรณีใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย

หาตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยฎีกาไม่จำเลยฎีกาในข้อสุดท้ายว่า จำเลยไม่ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240เป็นกรณีฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตาม มาตรา 237แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล จะนำมาตรา 240 มาปรับแก่คดีนี้หาได้ไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความพิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
พินิจ ฉิมพาลี · ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5686/2561

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะต้องตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่ส…

Supreme Court Judgment No. 19883/2555

การเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เป็นเรื่องที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอันลูกหนี้ได้กระทำกับผู้ได้ลาภงอก แต่เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.…

Supreme Court Judgment No. 1971/2551

จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น ไม่มีสิทธินำที่ดินส่วนที่…

Supreme Court Judgment No. 5249/2550

การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับจำเลยที่ 1 โดยก่อนจะมีการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้นำเช็คมาแลกเงินสดไปจากจำเลยที่ 2 รวม 10 ฉบับ เป็นเงิน 597,000 บาท ภายหลังจากเช็ค…

Supreme Court Judgment No. 1821/2548

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบปีบัญชี 2539 จำนวน 18,779 บาท ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของพนักงานโจทก์ถึง 8,000,000 บ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up