คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 148, 157,337, 341, 344, 347, 353ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในวันนัดโจทก์แถลงรับว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองและศาลฎีกามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 890/2523 ที่โจทก์ส่งศาลศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีนี้และคดีก่อนมีข้อเท็จจริงเดียวกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งในข้อกฎหมายที่อ้างอิงว่าฟ้องของโจทก์คดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละประเด็นอย่างไรบ้าง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาไปตามคำแถลงรับของโจทก์โดยที่ยังมิได้ไต่สวนมูลฟ้อง เป็นการพิพากษาโดยอาศัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ได้อ้างส่งสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาฏีกาที่ 890/2523 ไว้ตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2529 และโจทก์ยังแถลงรับอีกว่าคำพิพากษาดังกล่าวนั้นถูกต้องแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยถึงเรื่องที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองมาแล้วจึงมิใช่ข้อเท็จจริงนอกสำนวน ทั้งการที่ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์แถลงรับดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการไต่สวนมูลฟ้องแล้วและเห็นว่าอุทธรณ์โจทก์มิได้อ้างอิงว่าฟ้องโจทก์คดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละประเด็นอย่างไรบ้าง เป็นอุทธรณ์ที่มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว"
Result
พิพากษายืน.