Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4779/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หนี้ภาษีอากรของจำเลยย่อมยุติไปตามที่เจ้าพนักงานของโจทก์แจ้งประเมินไว้ จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นหนี้ค่าภาษีอากรในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2525 ถึงปี พ.ศ. 2526 ต่อมาจำเลยที่ 2ได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1052 ประกอบมาตรา 1080 ดังนั้น แม้ต่อมาจำเลยที่ 2จะออกจากการเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ไปแล้วก็ตาม เมื่อการออกไปดังกล่าวยังไม่เกิน 2 ปี โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1077(2),1080, และ 1087 โจทก์แจ้งการประเมินภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดผู้ต้องเสียภาษีอากรแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ด้วยจำเลยที่ 2มิใช่ผู้ที่ถูกประเมิน กรณีไม่มีเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยที่ 2.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามลำดับ เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลแจ้งให้จำเลยที่ ๑ชำระหนี้ภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒๕ และ ๒๕๒๖ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน ๓๗๐,๘๓๑.๓๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๕๒๗ โจทก์ไม่เคยแจ้งการประเมินภาษีแก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๓๗๐,๘๓๐ บาทแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะที่เป็นผู้ที่จะต้องเสียภาษีอากร แต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะที่เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหนี้ภาษีอากรโจทก์อยู่ จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ผู้ที่ถูกประเมินและไม่มีบทกฎหมายใดที่ให้เจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ทราบ ในเมื่อการประเมินของเจ้าพนักงานนั้น เจ้าพนักงานได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หนี้ภาษีอากรของจำเลยที่ ๑จึงต้องยุติไปตามที่เจ้าพนักงานของโจทก์แจ้งการประเมินไป

ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๕ - กลางปี พ.ศ. ๒๕๒๗ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มูลหนี้ภาษีอากรในคดีนี้เกิดขึ้นก็ตาม แต่เมื่อต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ย่อมต้องรับผิดในหนี้ต่าง ๆ ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๒ ประกอบมาตรา ๑๐๘๑ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ ๒ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ยังไม่เกิน ๑ ปี โจทก์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๘ประกอบมาตรา ๑๐๗๗(๒) มาตรา ๑๐๘๑ และมาตรา ๑๐๘๗

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะที่เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหนี้ภาษีอากรอยู่มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ ๒รับผิดในฐานะที่เป็นผู้ถูกแจ้งการประเมินภาษีอากรตามที่กล่าวแล้วข้างต้นสภาพแห่งข้อหาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ คือ จำเลยที่ ๑เป็นหนี้ภาษีอากรอยู่เท่าใด จำเลยที่ ๒ ต้องเข้ามารับผิดในฐานะใดโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องแล้วว่า หนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระนั้นเป็นหนี้ภาษีอากรในปีใด จำนวนเท่าใด จำเลยที่ ๒ ซึ่งเคยเป็นหุ้น ส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ภาษีอากรอยู่เท่าใด จำเลยที่ ๒ ต้องเข้ามารับผิดในฐานะใด โจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องแล้วว่าหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระนั้นเป็นหนี้ภาษีอากรในปีใดจำนวนเท่าใด

จำเลยที่ ๒ ซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑และออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไปยังไม่ครบสองปี จึงต้องรับผิดในหนี้สินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ ดังนี้เป็นการแสดงให้เห็นแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
อุดม เฟื่องฟุ้ง · เดชา สุวรรณโณ · ตัน เวทไว
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 735/2561

จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการระหว่างวันที่ 8 กันยายน 2547 ถึงวันที่ 23 กันยายน 2556 และมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการระหว่างวันที่ 24 กันยายน 2556 จนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 30 มิถุ…

Supreme Court Judgment No. 1378/2555

แม้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและละเมิด แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นการฟ้องว่าโจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ตกแต่งและต่อเติมอาคารพิพาท แล้วจำเลยที่ 1 ทำงานบกพร่องก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์ อันต้องบ…

Supreme Court Judgment No. 1399/2566

ขณะห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นบริษัทจำกัดคือจำเลยที่ 1 แล้ว ห้า…

Supreme Court Judgment No. 6017/2549

คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็ตาม แต่ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลย…

Supreme Court Judgment No. 5414/2534

เช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายแก่ผู้ถือและโจทก์เป็นผู้รับเช็คนั้นไว้ในความครอบครอง ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คนั้นโดยชอบ มีอำนาจที่จะฟ้องบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทให้รับผิดต่อโจทก์ได้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up