Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4793/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายที่ดินพิพาท โดยมีข้อตกลงว่าจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนให้โจทก์เมื่อจำเลยนำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว จึงเป็นสัญญาจะซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองโจทก์ชำระเงินให้จำเลยครบถ้วนและจำเลยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้วแม้สิทธิครอบครองจะยังไม่โอนมาเป็นของโจทก์เพราะคู่สัญญาประสงค์จะให้มีการโอนทางทะเบียน แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ได้ โจทก์ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ตามมาตรา 193/27 และ 241 แม้โจทก์จะฟ้องคดีเกิน 10 ปี คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยไปแบ่งแยกที่ดินด้านทิศใต้ส่วนที่โจทก์ครอบครอง แล้วโอนให้โจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ก็เป็นเพียงประมาณการเท่านั้นเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ช่างรังวัดสอบเขตและทำแผนที่พิพาทตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยโจทก์และจำเลยเป็นผู้นำชี้ซึ่งช่างรังวัดที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ครอบครองได้เนื้อที่27 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเนื้อที่ซึ่งปรากฏในแผนที่พิพาทได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2516 จำเลยแบ่งขายที่ดินมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ (เดิมจังหวัดอุบลราชธานี) เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้โจทก์ในราคา 1,000 บาท โดยตกลงจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนให้โจทก์เมื่อจำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตั้งแต่วันซื้อขายและต่อมาปี 2524 โจทก์ได้ซื้อที่ดินส่วนที่จำเลยแบ่งขายให้นายสีจันหรือศรีจันทร์ต่อจากนายสีจันหรือศรีจันทร์อีกประมาณ 15 ไร่แล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์รวมกันเป็นเนื้อที่ 25 ไร่ ตลอดมาจนกระทั่งปี 2538จำเลยแจ้งว่าจะนำที่ดินดังกล่าวไปออกโฉนดในนามจำเลยแล้วจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนให้โจทก์ แต่เมื่อจำเลยได้รับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวเลขที่ 13524 แล้วไม่ดำเนินการโจทก์บอกกล่าวหลายครั้ง

จำเลยก็เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13524 ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ด้านทิศใต้ส่วนที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์แล้วโอนให้โจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และนายสีจันหรือศรีจันทร์โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยการเช่าและขออาศัยทำกินจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท การซื้อขายไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ

โจทก์ฟ้องเมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อ้างว่ามีการซื้อขายจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาทโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาทแทนจำเลยโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเดิมเลขที่ 13524 ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ (เดิมจังหวัดอุบลราชธานี) มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองนั้น โจทก์ซื้อหรือเช่าจากจำเลยโจทก์มีตัวโจทก์ นายบุญโฮม บัวทอง นายพูล ปานพรมและนายสีจันหรือศรีจันทร์ ปานะพรม เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของจำเลยทั้งหมดเดิมมีหลักฐานเป็น ส.ค. 1 เนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ เมื่อปี 2512 จำเลยตัดถนนรอบที่ดินแล้วแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อยเนื้อที่แปลงละ 5 ไร่เพื่อแบ่งขายในราคาแปลงละ 500 บาท โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทจากจำเลยเมื่อปี 2516 จำนวน 10 ไร่ ชำระราคาและส่งมอบที่ดินตั้งแต่วันซื้อขายโดยจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนให้โจทก์เมื่อได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว และต่อมาปี 2524โจทก์ซื้อที่ดินต่อจากนายสีจันหรือศรีจันทร์ซึ่งนายสีจันหรือศรีจันทร์ซื้อมาจากจำเลยอีก 15 ไร่

การซื้อขายดังกล่าวจำเลยรู้เห็นและตกลงจะจดทะเบียนโอนให้โจทก์พร้อมกับที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ซื้อไว้แต่เดิมรวมเป็น 25 ไร่ เมื่อจำเลยได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3) แล้วต่อมาปี 2532 โจทก์จำเลยและนายสีจันหรือศรีจันทร์จึงไปยื่นคำร้องที่สำนักงานที่ดินอำเภอหัวตะพานขอให้แบ่งแยกที่ดินแต่ไม่สำเร็จ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวล้วนเป็นชาวบ้านอยู่ในหมู่บ้านที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ทั้งมีอายุมากและบางคนเคยเป็นสารวัตรกำนันมาก่อน ย่อมรู้เห็นเกี่ยวกับที่ดินความเป็นไปเกี่ยวกับที่ดินในหมู่บ้านดีว่าที่ดินแปลงใดใครเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครอง และไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความเข้าข้างฝ่ายโจทก์และหลังจากโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว

ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมาตั้งแต่ปี 2517 ถึงปัจจุบันตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.6 อันเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาท ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เช่าที่ดินพิพาท ก็มีตัวจำเลยเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานใดมาสนับสนุนว่าสัญญาทำเมื่อไร มีกำหนดระยะเวลากี่ปีจำเลยอ้างว่าโจทก์เช่าที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2516 ถึงขณะโจทก์ฟ้องเป็นระยะเวลา 20 กว่าปีแล้ว จำเลยก็มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดเมื่อไรมีการต่อสัญญาเช่ากี่ครั้งหรือมีการเพิ่มค่าเช่ากี่ครั้งเป็นจำนวนเงินเท่าใด คำเบิกความของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือ ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายวัชรชัย สุจริตพิทักษ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นนายช่างรังวัดที่ดินว่า

ขณะไปทำแผนที่พิพาทตามคำสั่งศาลบริเวณที่ดินพิพาทมีต้นมะม่วงปลูกเป็นแถวและเว้นระยะอย่างเป็นระเบียบ ก็สอดคล้องกับพยานโจทก์ที่ว่า หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยแล้ว โจทก์ได้ปลูกมะม่วงเต็มเนื้อที่ตามภาพถ่ายหมาย จ.7 และตามภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏว่าเป็นมะม่วงต้นใหญ่เต็มไปหมด แสดงให้เห็นว่าโจทก์ปลูกมะม่วงมานานหลายปีซึ่งถ้าโจทก์เช่าที่ดินพิพาทจากจำเลย ระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทมีจำกัด โจทก์ย่อมไม่ปลูกมะม่วงซึ่งเป็นไม้ยืนต้น และให้ผลิตผลช้า อันเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้น่าเชื่อว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย แต่การที่โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายที่ดินพิพาท โดยมีข้อตกลงกันด้วยว่าจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนให้โจทก์เมื่อจำเลยนำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว

การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นสัญญาจะซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองโจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลย และได้ชำระเงินให้จำเลยครบถ้วน จำเลยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว โจทก์ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นผู้จะซื้อตลอดมาตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำไว้กับจำเลย แม้สิทธิครอบครองจะยังไม่โอนมาเป็นของโจทก์ เพราะคู่สัญญาประสงค์จะให้มีการโอนทางทะเบียนก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ได้ โจทก์ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และ 241 แม้โจทก์จะฟ้องคดีเกิน10 ปี

คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยไปแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13524ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ด้านทิศใต้ส่วนที่โจทก์ครอบครองแล้วโอนให้โจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่นั้น ก็เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ช่างรังวัดสอบเขตและทำแผนที่พิพาทตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยโจทก์และจำเลยเป็นผู้นำชี้ที่ดินพิพาทซึ่งช่างรังวัดที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ครอบครองได้เนื้อที่ 27 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 โจทก์และจำเลยรับว่าแผนที่พิพาทดังกล่าวถูกต้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเนื้อที่ซึ่งปรากฏในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

Result

พิพากษากลับ ให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 13524 ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เฉพาะส่วนด้านทิศส่วนที่โจทก์ครอบครองเนื้อที่ 27 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล. 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท"

Matter details

Panel of judges
วิชัย เหลืองวิไล · กำพล ภู่สุดแสวง · ปัญญา สุทธิบดี
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6734/2547

โจทก์กับ ข. ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทโดยโจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว ส่วน ข. ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครอง แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หนี้ดังกล่าวจึงเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เ…

Supreme Court Judgment No. 3837/2545

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลย โดยชำระราคาให้บางส่วนแล้วส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยส่งมอบให้โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาท อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะ…

Supreme Court Judgment No. 1457/2563

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง…

Supreme Court Judgment No. 1433/2563

โจทก์ไม่ได้ตกลงโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยร่วมเนื่องจากจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จะขายจึงมีหน้าท…

Supreme Court Judgment No. 1127/2563

คดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ขายลดตั๋วเงิน ค้ำประกัน ตั๋วสัญญาใช้เงินและจำนำ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดหน่วยล…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up