Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 480/2496

พ.ศ. 2496 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

พยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ในชั้นสอบสวนจะต้องไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพนั้นเองเพียงแต่มีคำพยานว่าจำเลยได้รับสารภาพต่อพยานดังที่ได้สอบสวนจากบันทึกไว้ยังไม่เป็นหลักฐานประกอบคำรับสารภาพนั้นได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2493 เวลากลางคืน จำเลยได้บังอาจใช้ปืนพกลูกซองชนิดทำเองยิงนายชื่น ศิริประสพ ที่ทรวงอกมีบาดเจ็บสาหัสถึงแก่ความตาย โดยเจตนาฆ่าให้ตายโดยความพยายามด้วยความพยาบาทมาดหมาย เพราะมีสาเหตุโกรธเคืองเรื่องแย่งที่ดินกันทำกิน เหตุเกิดที่ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานจับจำเลยได้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพจึงขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 249, 250 และริบปืนกับกระสุนของกลางจำเลยให้การปฏิเสธข้อหา ต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ ที่จำเลยต้องรับสารภาพชั้นสอบสวน เพราะถูกเจ้าพนักงานขู่เข็ญทำร้าย หาใช่ด้วยความสมัครใจไม่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าหลักฐานพยานโจทก์ไม่เพียงพอฟังลงโทษจำเลยได้ จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์

ปล่อยจำเลยโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า หลักฐาน พยานโจทก์เพียงพอฟังลงโทษจำเลยได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 250 คำรับสารภาพของจำเลยชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามาก ควรลดโทษปรานีตามมาตรา 59 ให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 37 พิพากษากลับศาลชั้นต้นให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยตามมาตรา 250 ลดตามมาตรา 59 และ 37 กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยมีกำหนด 12 ปี ปืนและลูกปืนของกลางริบจำเลยฎีกาต่อมาศาลฎีกาได้ฟังคำแถลงการณ์และตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วได้ความว่า ในคืนวันโจทก์หาเวลาราว 19 น.เศษ นายชื่น ศิริประสพผู้ตายซึ่งเป็นพี่ภริยาจำเลย นั่งกินข้าวอยู่ที่ครัวภายในโรงฝากั้นด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ ได้มีผู้ร้ายลอบยิงจากฝาขัดแตะด้านหลังโรง 1 นัดกระสุนปืนถูกนายชื่นที่เหนือเข่าขวา 9 รู และที่ราวนมข้างขวา 5 รู

กระสุนปืนไปตุงอยู่ที่ราวนมข้างขวา 4 แห่ง กับมีแผลที่ใต้เข่าซ้าย 3 แห่ง ทะลุ 1 แห่ง อีก 2 แห่งไม่ทะลุ นายชื่นขาดใจตายทันทีขณะเกิดเหตุไม่มีพยานโจทก์เห็นว่าใครเป็นคนยิงผู้ตาย โจทก์คงมีพยานบุคคลเป็นพยานแวดล้อมประกอบ 2 ปาก คือนายอั๊ดเสี้ยมสอน และนายยศ โรจน์พวง ว่าเมื่อเกิดเหตุเสียงปืนดังทางบ้านผู้ตายแล้วนายอั๊ดและนายยศต่างคนว่า ได้พบจำเลยเดินทางมาไม่สู้ไกลบ้านผู้ตายนักโดยใช้ไฟฉายส่องไปเห็น นายอั๊ดเห็นจำเลยถือปืนสั้นมาด้วย ได้ทักถามกัน ส่วนนายยศว่าเห็นจำเลยถืออะไรมายาวสักคืบหนึ่งรุ่งขึ้นคนทั้งสองนี้ได้เล่าให้นายหลีเซ็นฟัง เพราะนายหลีเซ็นสอบถามขึ้น นอกนั้นไม่ได้บอกใครอีกนอกจากนั้นโจทก์มีพยานเป็นเจ้าพนักงาน คือจ่านายสิบตำรวจสุนทร เชาว์ดี หัวหน้าสถานีตำรวจลูกแก ซึ่งทราบจากนายหลีเซ็นว่านายอั๊ด นายยศเป็นผู้รู้เห็นจึงติดต่อให้นายวัง ชูวงษ์ นายอำเภอ ท้องที่ทราบ เจ้าพนักงานจึงไปจับตัวจำเลยได้ในตอนเย็นวันรุ่งขึ้นจากคืนเกิดเหตุเพื่อทำการสอบสวน

จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าเป็นผู้ยิงผู้ตายตายจริง เนื่องจากมีสาเหตุกันเรื่องแบ่งปันที่ดิน และจำเลยถูกคนลอบยิงก่อนเกิดเหตุ จำเลยหาว่าผู้ตายมาลอบยิงทั้งจำเลยนำชี้ฐานที่เกิดเหตุที่ที่เข้าไปลอบยิง และที่ซ่อนปืนพกลูกซองในกอสับปะรดหลังบ้านจำเลย ที่ที่ซ่อนกระสุนปืนเจ้าพนักงานได้ถ่ายภาพไว้ตลอดจนที่ตำรวจสันติบาลมาทำการจำลองรอยเท้าของคนร้ายพิสูจน์กับรอยเท้าของจำเลยด้วยว่า รอยเท้าคนร้ายมีขนาดคล้ายคลึงกับรอยเท้าของจำเลย โจทก์อ้างคำรับสารภาพของจำเลยชั้นสอบสวนลงวันที่ 19 กันยายน 2493 และเอกสารบันทึกการชี้ตัวจำเลย บันทึกการที่จำเลยนำชี้สถานที่ ตลอดจนการถ่ายรูป โดยมีนายวัง ชูวงษ์นายอำเภอและนายละม้าย ประชาสี

สรรพสามิตจังหวัดเป็นพยานประกอบคำรับของจำเลยชั้นสอบสวน และมีนายโค่ง ประสงค์เวช กำนันเป็นพยานประกอบคำนางไผ่ ภริยาผู้ตายในข้อสาเหตุว่าจำเลยกับผู้ตายไม่ถูกกันเรื่องที่ดินเพราะมารดาผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินซึ่งผู้ตายกับภริยาจำเลยช่วยกันออกเงินใช้หนี้ให้แก่ภริยาจำเลยซึ่งเป็นน้องสาวผู้ตายเสียแต่คนเดียว แต่ต่อมาภริยาจำเลยยอมแบ่งที่ให้ผู้ตาย เป็นแต่ไม่ตกลงกันเมื่อตอนนายโค่งไปวัดที่ดินแบ่งให้เพราะผู้ตายจะเอาให้มากไปอีก 1 เมตร ยาวตลอดเนื้อที่ ทั้งก่อนเกิดเหตุราว20 วัน จำเลยมาแจ้งว่าถูกคนลอบยิงแต่มิได้ระบุว่าใครยิง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่งนายหลีเซ็นผู้ที่พยานโจทก์อ้างอิงว่า นายอั๊ด นายยศพยานโจทก์เล่าเรื่องที่รู้เห็นให้ฟังนั้น ฝ่ายโจทก์มิได้อ้างมาเป็นพยานฝ่ายจำเลยกลับอ้างนายหลีเซ็น หรือนายประสพเป็นพยานจำเลยในข้อที่ได้รับคำบอกเล่าจากพยานโจทก์ 2 คนนั้น ตามข้อนำสืบของจำเลยเป็นใจความว่านายจั๊วะพี่ชายคนโตของนางสมนึกภริยาจำเลยไม่พอใจในการที่จำเลยได้นางสมนึกเป็นภริยา เพราะต่างศาสนากันนายจั๊วะมีความอาฆาตที่จะให้จำเลยได้รับโทษในคดีนี้ ในคืนเกิดเหตุจำเลยไปอยู่ที่บ้านเรือนนางไข่พี่สาวภริยาจำเลย ห่างบ้านผู้ตายทางเดินราวหนึ่งหม้อข้าวสุก จนเวลา 21 น. จำเลยจึงได้กลับบ้านที่จำเลยต้องรับสารภาพชั้นสอบสวน เพราะทนความทารุณของเจ้าพนักงานไม่ได้ศาลฎีกาได้พิจารณาคำพยานทั้งสองฝ่ายตลอดแล้ว

เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธข้อหา มิได้ให้การรับสารภาพตามมาตรา 176 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ฟังได้สมฟ้อง จึงจะลงโทษจำเลยได้ ในคดีนี้ปัญหาข้อเท็จจริงอยู่ที่ว่าเท่าที่โจทก์มีพยานหลักฐานนำสืบมาเพียงพอ ให้เชื่อได้หรือไม่ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดดังฟ้อง ประจักษ์พยานโจทก์ที่รู้เห็นขณะผู้ตายถูกยิงไม่มีเลย จ่านายสิบตำรวจสุนทรพยานโจทก์ซึ่งเป็นต้นเหตุที่จะได้ตัวนายอั๊ด นายยศเป็นพยานว่า ได้ทราบเรื่องว่าคนทั้งสองนี้รู้เห็นในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นจากคืนเกิดเหตุ โดยนายหลีเซ็นบอก แต่ตามคำนายอั๊ด นายยศพยาน โจทก์กับคำนายหลีเซ็น หรือประสพพยานจำเลยเบิกความแตกต่างหักล้างขัดกันอยู่ในตัวเช่นว่านายอั๊ดนายยศได้กระซิบเล่าให้ฟังขึ้นเอง หรือเพราะถูกถามความที่เล่าเพียงสั้น

ๆ ตามคำนายหลีเซ็นหรือประสพว่า คนทั้งสองนี้เห็นจำเลยวิ่งผ่านไปในคืนเกิดเหตุเท่านั้น หรือเล่าถึงเหตุที่คนทั้งสองไปพบเห็นจำเลยโดยอาศัยแสงอะไร จำเลยถืออะไรหรือไม่ พบจำเลยที่ตรงไหนตามคำเบิกความของคนทั้งสองเบิกความมาหรือไม่ คำของพยาน 3 คนนี้ขัดกันหมด ตลอดจนสถานที่ที่บอกเล่าและเวลาที่บอกเล่ากันก็แตกต่างขัดกัน เพราะนายหลีเซ็นหรือประสพว่าคนทั้งสองกระซิบบอกความให้ทราบในเวลาราว 10 น. หรือ 10 น.เศษ ที่บ้านผู้ตายทีละคนแต่นายอั๊ดว่าบอกนายหลีเซ็นที่บ้านนายหยูตอนเช้า 9 น. ส่วนนายยศว่าบอกนายหลีเซ็นที่บ้านนายผึ่งเวลาเกือบ 5 โมงเย็นเช่นนี้นายหลีเซ็นจะเอาเรื่องที่นายยศรู้เห็นเล่าให้จ่านายสิบตำรวจสุนทรทราบในตอนเช้าวันเดียวกันได้อย่างไร จึงทำให้ไม่น่าเชื่อคำของนายอั๊ด

นายยศพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นผู้พิจารณาก็ไม่เลื่อมใสไม่รับฟังคำนายอั๊ด นายยศพยานโจทก์นี้มาแล้ว เมื่อพยานประกอบแวดล้อมของโจทก์รับฟังไม่ได้แล้ว โจทก์คงมีแต่พยานในข้อว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนดังพยานได้สอบสวนไว้เท่านั้น ทั้งคำรับสารภาพชั้นสอบสวนก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พบปะกันนายอั๊ด นายยศพยานโจทก์ 2 คนภายหลังเกิดเหตุดังคำพยานโจทก์อย่างใดเลย ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธโจทก์นำสืบเพียงว่าในชั้นสอบสวนจำเลยรับสารภาพต่อพยานดังที่ได้สอบสวนจดบันทึกไว้เช่นนี้ ถือว่าเป็นแต่ส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเท่านั้น มิใช่เป็นหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามมาตรา 176 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาพยานหลักฐานประกอบตามมาตรา 176 จะต้องไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพนั้นเอง ดังมีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 901/2482 คดีระหว่างอัยการธัญญบุรี โจทก์ นายแถม วงษ์อารี จำเลย เป็นบรรทัดฐานอยู่แล้ว พยานหลักฐานโจทก์ในคดีนี้จึงยังไม่เพียงพอจะรับฟังมาลงโทษจำเลยดังโจทก์หาได้ ฎีกาจำเลยฟังขึ้นจึง

Result

พิพากษากลับศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Matter details

Panel of judges
นนทประชา · ทรงนิติกรณ์ · จำรูญเนติศาสตร์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1546/2568

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17…

Supreme Court Judgment No. 5492/2567

จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล กา…

Supreme Court Judgment No. 2802/2567

แม้โจทก์ฟ้องว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงทำอันตรายแก่ร่างกายได้ และจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลอาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง…

Supreme Court Judgment No. 59/2567

ศาลสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที…

Supreme Court Judgment No. 745/2566

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้ถือเอาอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อสำคัญแต่ถือเอาอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ กล่าวคือในความผิดฐานใดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้ง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up