Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4809/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะสำเนาหนังสือสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้อง มีข้อความบางตอนบางส่วนขาดหายไปตารางต่อท้ายสัญญาเช่าไม่ชัดเจน ไม่อาจอ่านข้อความในสัญญาได้ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง แต่ในชั้นฎีกา จำเลยกลับฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ใช่สัญญาเช่าธรรมดา แต่เป็นสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับกันได้ โจทก์จึงต้องแนบสัญญาและข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่าในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ การที่โจทก์มิได้ปฏิบัติ เป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีข้อกำหนดตอนใดที่แสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่า และให้ถือเอาค่าเช่าที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์ที่เช่า รวมทั้งไม่มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่กันมาตั้งแต่เริ่มแรกดังสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่ง มิใช่เป็นสัญญาเช่าซื้อ สัญญาเช่าทรัพย์เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจให้ข้อกำหนดของสัญญาบางข้อแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย อันเป็นการรักษาสิทธิและประโยชน์ของตนที่ชอบในเชิงธุรกิจ แม้อาจมีข้อที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันบ้างและแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ก็มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้ คู่สัญญาจึงต้องผูกพันตามข้อสัญญานั้น การที่โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้สินเชื่อประเภทให้เช่าซื้อและให้เช่าทรัพย์แบบลิสซิ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ซื้อชุดเครื่องผสมคอนกรีตจากบริษัท บี.เอ็น.เค. เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เพื่อให้จำเลยที่ 1 เช่าจากนั้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าเครื่องผสมคอนกรีตดังกล่าวจากโจทก์ โดยตกลงว่าเช่าเป็นระยะเวลา 48 เดือน ค่าเช่าเดือนละ 79,200 บาท ชำระค่าเช่าภายในวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 และทุกวันที่ 2 ของเดือนถัดไป หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดสัญญาเช่า ยอมชำระค่าเช่าทั้งหมด และเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ และหากสัญญาเช่าสิ้นสุดก่อนระยะเวลาเช่าเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าปรับหนึ่งในสิบของราคาค่าเช่าที่เหลือ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดดย่างลูกหนี้ร่าม

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ สัญญาเลิกแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนทำให้โจทก์เสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนหรือใช้ราคา 1,133,774 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบหรือใช้ราคาให้แก่โจทก์เสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ค่าเช่าที่ค้างชำระ 2,296,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระหนี้เบี้ยปรับ 529,900 บาท พร้อมทั้งเบี้ยปรับวันละ 100 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งต้องทำเป็นหนังสือ แต่ตามสัญญาเช่านั้นกรรมการโจทก์ และกรรมการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือผู้มีอำนาจทำแทนไม่ได้ลงลายมือชื่อ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสาม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ที่เป็นสัญญาเช่ามีข้อความบางตอนขาดหายไปและไม่ชัดเจน ตารางต่อท้ายสัญญาเช่าไม่ครบถ้วน ไม่สามารถอ่านให้เข้าใจได้ ทำให้ไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ติดต่อขอส่งมอบทรัพย์สินเช่าคืนแล้ว โจทก์ไม่ยอมรับ และสัญญาเช่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเพราะเอาเปรียบผู้เช่าไม่ให้จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาได้ นอกจากนั้นในสัญญายังกำหนดว่าหากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่างวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าให้โจทก์ทุกงวดต้องเสียเบี้ยปรับและดอกเบี้ยด้วย ค่าเสียหายจึงซ้ำซ้อนและสูงเกินส่วน จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายต่างๆ ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามคืนชุดเครื่องจักรผสมคอนกรีตที่เช่าแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,133,774 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 695,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาทเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องนี้ทำนองเดียวกันว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะสำเนาหนังสือสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 มีข้อความบางตอนบางส่วนขาดหายไป ตารางต่อท้ายสัญญาเช่าไม่ชัดเจน ไม่อาจอ่านข้อความในสัญญาได้ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง แต่ในชั้นฎีกา

จำเลยทั้งสามกลับฎีกาในประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ใช่สัญญาเช่าธรรมดา แต่เป็นสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับกันได้ โจทก์จึงต้องแนบสัญญาและข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่าในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ การที่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติ เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกาประการต่อไปว่า สัญญาพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นสัญญาเช่าซื้อเพราะมีข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาเข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อ มิใช่สัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง จึงต้องนำบทกฎหมายในเรื่องเช่าซื้อมาปรับแก่คดีนั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.6 และตารางต่อท้ายสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.7 แล้ว เห็นว่า สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าว มีข้อกำหนดและเงื่อนไขในข้อสาระสำคัญที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 มีการกำหนดทรัพย์สินที่เช่าไว้ในตารางต่อท้ายสัญญาเช่า ข้อ 2 มีกำหนดเวลาการเช่า ข้อ 3 มีการกำหนดค่าเช่าที่จะต้องชำระเป็นรายเดือนตามอัตราที่ระบุไว้ในตารางต่อท้ายสัญญาเช่า ข้อ 4 มีกำหนดในเรื่องการต่ออายุสัญญาเช่า

ส่วนข้อ 5 ถึง ข้อ 23 ก็เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เช่าในเรื่องการส่งมอบ ความชำรุดบกพร่อง การห้ามโอน การดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่า ความรับผิดในความสูญหายและเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดนัด ผิดสัญญา การสิ้นสุดของสัญญาเช่า และการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืน ซึ่งข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวมานี้ล้วนเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าทรัพย์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ถึง 571 ทั้งสิ้น ตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดตอนใดที่แสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่า และให้ถือเอาค่าเช่าที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่เช่า รวมทั้งไม่ปรากฏว่าคู่สัญญามีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่กันมาตั้งแต่เริ่มแรกดังสัญญาเช่าซื้อ

สัญญาพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 จึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่ง หาใช่เป็นสัญญาเช่าซื้อดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ ดังนั้นผลของสัญญาจึงต้องบังคับตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.6 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จึงชอบแล้ว

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า สัญญาพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 มีข้อกำหนดที่เป็นการเอาเปรียบจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิต่อรอง การที่โจทก์มาฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 นั้น เห็นว่า สัญญาเช่าหมาย จ.6 เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจให้ข้อกำหนดของสัญญาบางข้อแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย อันเป็นการรักษาสิทธิและประโยชน์ของตนที่ชอบในเชิงธุรกิจ แม้อาจมีข้อที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันบ้างและแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้ คู่สัญญาจึงต้องผูกพันตามข้อสัญญานั้น การที่โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
มนตรี ยอดปัญญา · วิบูลย์ มีอาสา · ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 907/2561

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 5 จะบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" แต่มาตรา 6 ก็บัญญัติต่อไปว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" โจทก์ที่ 1 จึ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2560 (ref. 643651)

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับผิดเป็นการส่วนตัวในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้า…

Supreme Court Judgment No. 6834/2560

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จะเป็นการฟ้องตามสัญญาเช่าหรือสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งซึ่งมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญของสัญญา ทำให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้ไม่สามา…

Supreme Court Judgment No. 4646/2558

คู่สัญญาอาจตกลงกันไว้ล่วงหน้าเมื่อเลิกสัญญาโดยคู่สัญญาไม่จำต้องกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิมได้ ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง ที่กำหนดว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดั…

Supreme Court Judgment No. 13267/2557

ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่ทำไว้กับบริษัทเงินทุน ย. นั้น เป็นการค้ำประกันเพื่อชำระหนี้ในเมื่อบริษัท ก. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เมื่อต่อมาบริษัท ก. ลูกหนี้จดทะเบียนเลิกบริษัท อันมีผลให้ลูกหนี้สิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up