คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภทจำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ซ่อมแซมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากวินาศภัยให้แก่ลูกค้าหรือบุคคลที่จำเลยต้องรับผิดซ่อมแซมให้ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2533 โจทก์เข้าเป็นอู่ในเครือของจำเลย โดยโจทก์มีหน้าที่ในการซ่อมแซมรถยนต์ของลูกค้าที่จำเลยรับประกันวินาศภัยไว้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยจัดส่งรถยนต์ให้โจทก์ทำการซ่อมแซมหลายครั้ง หลายรายการ โจทก์ได้ซ่อมแซมจนสำเร็จทุกรายการ จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 จำนวน 198,280.36 บาท ยังคงค้างชำระเป็นเงิน 2,997,784 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,997,784 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า
โจทก์ฟ้องคดีเรียกค่าจ้างซ่อมเกิน 2 ปีแล้วคดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงว่าโจทก์เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจซ่อมรถยนต์และมีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,997,784 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,500 บาท
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนหนี้ค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 449,697 บาท ขาดอายุความ 2 ปี แล้วหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ซ่อมรถยนต์แต่ละคันแล้วเสร็จ โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์จากจำเลยได้ทันที และหากจำเลยไม่ชำระค่าซ่อมให้ตามที่โจทก์ส่งเอกสารไปเรียกเก็บ โจทก์ก็จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้ส่งเอกสารไปเรียกเก็บค่าซ่อมจากจำเลย การที่โจทก์ไม่ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 49 คัน คิดเป็นเงิน 449,704 บาท (ที่ถูก 449,697 บาท) ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้ส่งเอกสารไปเรียกเก็บหรือตั้งเบิก คดีโจทก์สำหรับค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 49 คันดังกล่าว จึงขาดอายุความนั้น
เห็นว่า สัญญาที่โจทก์รับซ่อมรถยนต์ตามคำสั่งของจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของนั้นมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ส่วนการเริ่มนับอายุความในการเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าซ่อมมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป" และมาตรา 602 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ" เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ซ่อมรถยนต์ตามคำสั่งของจำเลย และได้ส่งมอบรถยนต์ที่ซ่อมเสร็จให้แก่ผู้ที่นำรถยนต์มาซ่อมแล้ว โจทก์จึงอาจที่จะบังคับตามสิทธิของตนในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระสินจ้างได้นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์แต่ละคันให้แก่ผู้ที่นำมาซ่อม
ต่อมาจำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนจำนวน 198,280.36 บาท เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 อันถือเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193,14 (1) และมาตรา 193/15 แต่ที่โจทก์นำหนี้ตามที่ปรากฏในใบรายการความเสียหายหรือใบเคลมเอกสารหมาย จ.3/1 และ จ.4 จำนวน 41 รายการ รวมเป็นเงิน 402,197 บาท ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์สามารถบังคับตามสิทธิของตนได้ตั้งแต่ก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 มาฟ้องเป็นคดีนี้ในวันที่ 19 มิถุนายน 2543 ซึ่งเกินกว่า 2 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้จำนวน 402,197 บาท จึงขาดอายุความส่วนหนี้ค่าซ่อมรถอีก 11 รายการ
จำนวน 47,500 บาท ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าขาดอายุความด้วยนั้น ปรากฏว่าในวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนอันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หนี้ค่าซ่อมรถทั้ง 11 รายการ ยังไม่ขาดอายุความ อายุความสำหรับหนี้ดังกล่าวจึงต้องเริ่มนับใหม่ และเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์ในส่วนนี้ 11 รายการ จึงยังไม่ขาดอายุความ สำหรับที่โจทก์นำสืบอ้างว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 เป็นการรับสภาพหนี้ อันเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น เห็นว่า การรับสภาพหนี้อันจะเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นจะต้องกระทำก่อนที่หนี้ขาดอายุความ เมื่อปรากฏว่าหนี้ค่าซ่อมรถจำนวน 402,197 บาท ขาดอายุความไปแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 การชำระหนี้บางส่วนของจำเลยในวันดังกล่าวจึงไม่มีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
อนึ่ง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีเพียง 449,704 บาท และชั้นฎีกาเพียง 449,697 บาท ที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลและค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์จำนวน 75,045 บาท และชั้นฎีกาจำนวน 74,945 บาท เป็นการชำระที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดจึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย"
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,595,587 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ