คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกอีก 2 คน ที่หลบหนีได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหาย และร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหลายครั้งอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยได้ใช้กำลังกายชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและขู่เข็ญจะฆ่า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง, 364, 365(2)(3), 83, 91จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยเพียงคนเดียวข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2)(3)ส่วนความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 281 ผู้เสียหายและจำเลยยอมความกันสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาดังกล่าวโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่าเหตุเกิดต่อหน้าธารกำนัลเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องบรรยายฟ้องหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายนอนอยู่กับบุตร 2 คน แต่ไม่ปรากฏว่ามีบุตรของผู้เสียหายคนใดเห็นการกระทำของจำเลย ฟังไม่ได้ว่ามีบุคคลอื่นเห็นการกระทำของจำเลย ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดต่อหน้าธารกำนัล การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงพิพากษายืน