Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4955/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยล็อกคอ ส. ในร้านอาหาร แล้วใช้มีดแทงผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารที่จะเข้าไปช่วย ส. จนได้รับอันตรายแก่กายและต้องถอยห่างออกไป หลังจากนั้นจำเลยใช้มีดจี้ที่คอ ส.พร้อมกับตะโกนต่อหน้าคนในร้านว่าที่ทำไปเพื่อต้องการเงิน500 บาท แม้จำเลยจะมิได้เจาะจงว่าต้องการเงินจากผู้เสียหายแต่ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าต้องการให้ผู้เสียหายในฐานะเจ้าของร้านยื่นเงินให้ในทันใดนั้น เมื่อจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อนที่จะได้เงินจากผู้เสียหายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 91, 295, 310, 337, 339, 371 และริบของกลางจำเลยให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับ 80 บาท มาตรา 295, 310, 337วรรคสอง, 80 ลงโทษ ตามมาตรา 337 วรรคสอง, 80 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 40 บาท ริบของกลางข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 80 จำคุก 8 ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี ให้ยกฟ้องข้อหาพยายามกรรโชกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงคงได้ความตามที่โจทก์นำพยานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่านางสาวสายฝนแสนกั้ง เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารอยู่ที่ร้านพอใจซึ่งเป็นของนายเกษมศักดิ์ อมรแสนสุขคืนเกิดเหตุนายดำรงค์ เข็มสันเทียะจำเลยไปรับประทานอาหารที่ร้านพอใจ โดยได้สั่งอาหารและเบียร์มาดื่ม ซึ่งนางสาวสายฝนเป็นคนนำอาหารและเบียร์มาเสิร์ฟให้หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที ขณะที่นางสาวสายฝนเดินมาจากหลังร้านผ่านโต๊ะที่จำเลยนั่ง

จำเลยก็ลุกขึ้นเดินมาหานางสาวสายฝนผลักนางสาวสายฝนล้มลง แล้วจับคอเสื้อนางสาวสายฝนให้ยืนขึ้นพร้อมกับอ้อมไปทางข้างหลังแล้วล็อกคอไว้ นายเกษมศักดิ์ซึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่กับเพื่อน ๆ เห็นเช่นนั้นก็เข้าไปช่วย จำเลยจึงใช้มีดแทงนายเกษมศักดิ์ถูกแขนซ้ายบริเวณข้อพับนายเกษมศักดิ์ต้องถอยห่างออกไป จากนั้นจำเลยได้ลากนางสาวสายฝนออกมาทางหน้าร้านแล้วเอามีดจี้ที่คอด้านขวาของนางสาวสายฝนพร้อมทั้งร้องตะโกนดัง ๆ บอกให้ทุกคนได้ยินว่าที่ทำเช่นนั้นเพราะต้องการเงิน 500 บาท เพื่อจะกลับบ้านที่โคราชและต้องการให้เอารถยนต์ไปส่งจำเลยด้วย นายเกษมศักดิ์ได้บอกจำเลยว่าให้ใจเย็น ๆ แล้วขอให้คนในร้านโทรศัพท์ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาจับจำเลยได้ มีปัญหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์หรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339บัญญัติว่า "ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือ(5) ให้พ้นจากการจับกุมผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์..."การกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์จึงประกอบด้วยการกระทำ2 อย่าง คือ การทำร้ายร่างกายหรือขู่ว่าจะทำร้าย และการลักทรัพย์กรณีที่จะเป็นความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์นั้น ความไม่สำเร็จจะต้องอยู่ที่การลักทรัพย์

สำหรับคดีนี้จำเลยได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายสำเร็จไปแล้ว โดยได้ใช้มีดแทงนายเกษมศักดิ์จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและทำร้ายนางสาวสายฝนโดยล็อกคอนางสาวสายฝนไว้แล้ว คงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยได้ลงมือลักทรัพย์ของนายเกษมศักดิ์ตามฟ้องแต่ลักไม่สำเร็จหรือไม่ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความในท้องสำนวนนั้น เมื่อจำเลยล็อกคอนางสาวสายฝนไว้และทำร้ายร่างกายนายเกษมศักดิ์แล้วจำเลยได้ตะโกนต่อหน้าคนในร้ายว่าที่ทำไปเพื่อต้องการเงิน 500 บาท และให้จัดรถยนต์ให้ 1 คันซึ่งตามพฤติการณ์ดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้เจาะจงว่าจะต้องการเงินจากนายเกษมศักดิ์ แต่ก็พอเห็นได้ว่าต้องการให้นายเกษมศักดิ์ในฐานะเจ้าของร้านอาหารยื่นเงินให้ 500 บาท โดยให้ยื่นเงินให้ในทันใดนั้น

เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่พอจะนำมาอนุมานถึงเจตนาที่แท้จริงของจำเลยก็คือ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้และแจ้งข้อหาว่ากระทำความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ จำเลยก็ให้การรับสารภาพและรับสารภาพตลอดมาแม้ในชั้นศาล ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 80 โดยไม่ได้ระบุว่าวรรคใดนั้นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม, 80 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ · วีระชัย สูตรสุวรรณ
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 869/2555

จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่าอย่าส่งเสียงและให้ส่งของมีค่าให้ เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้และพูดว่า จะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจำตัวประชาชนไว้ จำเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่า…

Supreme Court Judgment No. 985/2546

จำเลยใช้แขนล็อกคอผู้เสียหายด้านหลังแล้วลากผู้เสียหายไปที่คูน้ำข้างถนนกดตัวผู้เสียหายลงไปในน้ำจนมิดศีรษะทำให้ผู้เสียหายหมดสติ ซึ่งจากการตรวจร่างกายผู้เสียหาย ปรากฏว่าปอดอักเสบเนื่องจากสำลักน้ำ โดยแพทย์…

Supreme Court Judgment No. 2733/2541

จำเลยใช้ลูกเหล็กของกลางทุบตีที่บริเวณใบหน้าของผู้เสียหายที่ 1 แล้วกระชากสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายที่ 1 สวมอยู่ที่คอจนขาด แต่สร้อยคอหลุดมือตกลงที่พื้น จำเลยที่ 1 ก้มลงเก็บ ผู้เสียหายที่ 1 ร้องขอความช่ว…

Supreme Court Judgment No. 6320/2533

จำเลยทั้งสองได้สมคบวางแผนกับ ส. จะจับผู้เสียหายเพื่อบังคับให้ลงชื่อสั่งจ่ายเช็คเงินสดให้จำเลยทั้งสองแล้วจะฆ่าผู้เสียหายเสีย ส. ไม่ตกลงจึงแจ้งให้ผู้เสียหายทราบ ผู้เสียหายไปแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจแล้ววา…

Supreme Court Judgment No. 3576/2531

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานทำให้เสียทรัพย์4 เดือน และลดโทษให้หนึ่งในสาม แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จำคุก 2 เดือน โทษจำให้รอ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up