คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่สำนวนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83, 92 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508 มาตรา 18, 21จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่สำนวนมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 วรรคสอง, 92 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508 มาตรา 18, 21ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 คำสั่งกรมสรรพากรที่ กค.0809/11147เรื่องให้ผู้ประกอบการค้าแจ้งมูลค่าของสินค้ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ ลงวันที่ 26 กันยายน 2509 รวม 98 กรรม เรียงกระทงลงโทษ ให้ปรับกระทงละ 6,000 บาท รวมปรับ 588,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสี่สำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
คดีนี้โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าได้แจ้งมูลค่าของสินค้ารถยนต์ที่จำเลยผลิตต่อเจ้าพนักงานประเมินไว้แล้ว ต่อมาได้มีการเปลี่ยนมูลค่าที่ได้แจ้งไว้ แต่จำเลยมิได้แจ้งมูลค่าเพิ่มเติมภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าอันเป็นความผิดตามมาตรา 83 และมีบทลงโทษตามมาตรา 92 แห่งประมวลรัษฎากร ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 บัญญัติในมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในหมวด 4 ภาษีการค้า มาตรา 77 ถึงมาตรา 93 เดิม และบัญญัติในมาตรา 8 ให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทนซึ่งบทบัญญัติมาตรา 8 ดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2535 เป็นต้นไป แต่ความที่บัญญัติใหม่ในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30)
พ.ศ. 2534 นั้น มิได้บัญญัติถึงลักษณะความผิดที่โจทก์ฟ้องไว้อีก จึงเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง มิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นความผิดดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง จำเลยก็พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง