คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกจำเลยตามลำดับสำนวนเป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวจำเลยทั้งสามเป็นผู้เช่าช่วงตึกแถวของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉยโจทก์จึงบอกเลิกการเช่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ คนละ 3,000 บาทนับตั้งแต่วันฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า พระณรงค์ นันทิโย ไม่ใช่เจ้าอาวาสหรือผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า
โจทก์ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็นนิติบุคคลประเภทวัดวาอาราม ขณะฟ้องตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างอยู่ เพราะเจ้าอาวาสองค์สุดท้ายมรณภาพ ปัญหาวินิจฉัยมีว่าการที่อธิบดีสงฆ์พม่าแต่งตั้งพระณรงค์ นันทิโย เป็นเจ้าอาวาสวัดโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าการให้เช่าตึกแถวของโจทก์ โจทก์ต้องส่งร่างสัญญาเช่าต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเสนอกรมการศาสนาให้ความเห็นชอบคณะสงฆ์ไทยและกรมการศาสนาไม่เคยยกวัดโจทก์ให้สถานทูตพม่า รายได้จากค่าเช่าเก็บไว้ที่วัดไม่ได้ส่งให้สถานทูตพม่า
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า โจทก์เป็นวัดที่อยู่ ในความปกครองของคณะสงฆ์ไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 46 บัญญัติว่า"การปกครองคณะสงฆ์อื่นนอกจากคณะสงฆ์ไทยให้เป็นไปตามกฎกระทรวง"แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าได้ออกกฎกระทรวงใช้บังคับแก่คณะสงฆ์อื่นนอกจากคณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายแต่อย่างใด การแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสของโจทก์ จึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎมหาเถรสมาคม ดังนั้นการที่อธิบดีสงฆ์พม่าแต่งตั้งพระณรงค์ นันทิโย เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิใช่เป็นการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎมหาเถรสมาคมพระณรงค์ นันทิโย จึงไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสของโจทก์พิพากษายืน.