คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 (ที่ถูกประกอบมาตรา 83 ด้วย) จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 21,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม และติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 มีหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษแล้วจำเลยที่ 1 ได้ติดตามเรื่องราวขอทราบผลที่จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหาย เพราะจำเลยที่ 1 เห็นว่าเวลาได้ล่วงเลยเกินกำหนดตามระเบียบการส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวน ไม่ใช่เพียงการสอบข้อเท็จจริงตามที่ผู้เสียหายได้ดำเนินการเท่านั้น แต่ไม่มีหนังสือตอบกลับจากผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 เป็นประชาชนอาศัยอยู่ในตำบลบางม่วง
ย่อมมีส่วนได้เสียในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง รวมทั้งการเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกขององค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วงที่มีอำนาจในการบริหาร และพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่ไม่รีบดำเนินการตามที่จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษอาจมีเหตุทำให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าผู้เสียหายดำเนินการในลักษณะหน่วงเหนี่ยวหรือดึงเรื่องไว้จะก่อให้เกิดความเสียหายไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนในตำบลบางม่วงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการส่วนท้องถิ่น จำเลยที่ 1 จึงนำความไปปรึกษากับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้เสียหายแล้วได้ความว่าเป็นเรื่องจริงและเห็นว่าผู้เสียหายใช้เวลาสอบพยานนานเกินสมควร
จำเลยทั้งสองจึงได้ร่วมกันเขียนข้อความลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ประกอบกับต่อมาผู้เสียหายมีหนังสือตอบว่า ผลการตรวจสอบไม่พบว่าเอกสารที่นายสุรเศรษฐใช้ในการยื่นสมัครเป็นเอกสารปลอม ส่วนเรื่องนายสุรเศรษฐไม่ได้อยู่ในภูมิลำเนาที่ได้รับเลือกตั้งได้เสนอเรื่องให้อัยการจังหวัดนครสวรรค์วินิจฉัย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือขอทราบผลการวินิจฉัยจากทางอัยการจังหวัดนครสวรรค์กลับได้รับแจ้งว่าไม่ปรากฏว่ามีเรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของอัยการจังหวัดนครสวรรค์ หลังจากนั้นผู้เสียหายมีหนังสือว่า ผู้เสียหายได้วินิจฉัยให้สมาชิกภาพของสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วงของนายสุรเศรษฐสิ้นสุดลง เนื่องจากมิได้อยู่ประจำในหมู่บ้านที่ได้รับเลือกตั้งเป็นระยะเวลาติดต่อกันเกิน 6 เดือน
แสดงว่ามีเหตุที่ทำให้จำเลยทั้งสองเชื่อว่าความจริงเป็นดังที่ตนเข้าใจ เพราะมีข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายดำเนินการเรื่องที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนกล่าวโทษในลักษณะหน่วงเหนี่ยวให้ล่าช้า ไม่ให้ความเป็นธรรม และเป็นกรณีที่สมควรกล่าวโดยเข้าใจว่าถูกต้องตามความรู้สึกของประชาชนทั่วไป เพราะผู้เสียหายเป็นนายอำเภอมีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งไม่มีพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยทั้งสองเจตนาใส่ร้ายผู้เสียหายโดยไม่สุจริต ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเขียนข้อความลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม และเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษายืน