Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์มีพยานเพียงปากเดียวแต่มิได้รู้เห็นขณะจำเลยลักเอาเงินของผู้เสียหายไป โดยพยานออกไปจากกระท่อมนานานประมาณ 30นาทีก็กลับมาพบเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา และพบว่าเงินของผู้เสียหายที่อยู่บนกระท่อมนาได้หายไป ดังนี้ หากจำเลยเป็นคนร้ายเมื่อได้เงินแล้วก็น่าจะรีบหนีออกไปจากกระท่อมนา ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะมายืนอยู่ใต้กระท่อมนา ทั้งกระท่อมนาที่เกิดเหตุตั้งอยู่ในที่เปิดเผยใกล้ทางที่ชาวบ้านผ่านไปมา ฉะนั้นระยะเวลาที่พยานไปและกลับมาที่กระท่อมนา คนที่เดินผ่านจึงมีโอกาสที่จะขึ้นไปลักเอาเงินบนกระท่อมนาได้โดยง่าย ส่วนการที่พยานถามจำเลยว่ามาทำอะไร จำเลยไม่ตอบกลับเดินออกไปและเมื่อจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจก็วิ่งหนีนั้น แม้เป็นการกระทำอันเป็นพิรุธก็ตาม แต่การกระทำอันเป็นพิรุธของจำเลยดังกล่าวและการที่จำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนาภายหลังจากที่เงินของผู้เสียหายได้หายไปนั้นเป็นเพียงพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจำเลยน่าจะเป็น

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์มีพยานเพียงปากเดียวแต่มิได้รู้เห็นขณะจำเลยลักเอาเงินของผู้เสียหายไป โดยพยานออกไปจากกระท่อมนานานประมาณ 30นาทีก็กลับมาพบเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา และพบว่าเงินของผู้เสียหายที่อยู่บนกระท่อมนาได้หายไป ดังนี้ หากจำเลยเป็นคนร้ายเมื่อได้เงินแล้วก็น่าจะรีบหนีออกไปจากกระท่อมนา ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะมายืนอยู่ใต้กระท่อมนา ทั้งกระท่อมนาที่เกิดเหตุตั้งอยู่ในที่เปิดเผยใกล้ทางที่ชาวบ้านผ่านไปมา ฉะนั้นระยะเวลาที่พยานไปและกลับมาที่กระท่อมนา คนที่เดินผ่านจึงมีโอกาสที่จะขึ้นไปลักเอาเงินบนกระท่อมนาได้โดยง่าย ส่วนการที่พยานถามจำเลยว่ามาทำอะไร จำเลยไม่ตอบกลับเดินออกไปและเมื่อจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจก็วิ่งหนีนั้น

แม้เป็นการกระทำอันเป็นพิรุธก็ตาม แต่การกระทำอันเป็นพิรุธของจำเลยดังกล่าวและการที่จำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนาภายหลังจากที่เงินของผู้เสียหายได้หายไปนั้นเป็นเพียงพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจำเลยน่าจะเป็นคนร้ายเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นมาสืบประกอบเพื่อยืนยันให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง พยานโจทก์จึงยังเป็นที่สงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง.

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 800 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(8) ลงโทษจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 800 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหามีว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักเอาเงิน800 บาทของนางคำหม่อน ครองยุทธ ผู้เสียหายไปตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่โจทก์มีนายบรรจง ครองยุทธ สามีผู้เสียหายเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักเอาเงินของผู้เสียหายไปแต่นายบรรจงก็ไม่เห็นขณะที่จำเลยลักเอาเงิน นายบรรจงเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนาเท่านั้นในขณะที่นายบรรจงเดินจะมาดื่มน้ำที่กระท่อมนาเงินที่หายไปอยู่บนกระท่อมนาซึ่งยกพื้นสูง

หากจำเลยเป็นคนลักเอาเงินบนกระท่อมนาเมื่อได้เงินแล้ว จำเลยก็น่าจะรีบหนีออกไปจากกระท่อมนา ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะมายืนอยู่ใต้กระท่อมนา การที่เห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนานั้นจึงไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักเอาเงิน นายบรรจงออกจากกระท่อมนาไปที่เตาเผาถ่านซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 3 เส้น นานประมาณ 30 นาทีจึงกลับมาที่กระท่อมนาและเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา จำเลยมายืนอยู่ที่ใต้กระท่อมนานานเท่าไรก็ไม่ปรากฏก่อนที่จำเลยจะมายืนอยู่ใต้กระท่อมนานั้นอาจจะมีคนอื่นมาที่กระท่อมนาแล้วลักเอาเงินบนกระท่อมนาไปก็ได้ เพราะปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ว่า ตามปกติบริเวณกระท่อมนาของผู้เสียหายจะมีคนนำรถมาจอดไว้แล้วออกไปหาปลาซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระท่อมนาของผู้เสียหายปลูกอยู่ใกล้กับทางที่ชาวบ้านจะไปหาปลา

นอกจากจะมีรถมาจอดแล้วก็น่าจะมีคนเดินผ่านกระท่อมนาของผู้เสียหายเพื่อไปหาปลากระท่อมนาของผู้เสียหายจึงตั้งอยู่ในที่เปิดเผย มีชาวบ้านเดินผ่านไปมา คนที่เดินผ่านกระท่อมนามีโอกาสที่จะขึ้นไปลักเอาเงินบนกระท่อมนาได้ง่าย ที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อนายบรรจงเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา นายบรรจงถามจำเลยว่ามาทำอะไร จำเลยไม่ตอบกลับเดินออกไปก็ดี เมื่อจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยวิ่งหนีไปไกลประมาณ 100 เมตร เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับจำเลยได้ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นข้อพิรุธที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยเป็นคนร้ายก็ดี เห็นว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวอาจจะเป็นพิรุธจริง แต่การกระทำอันเป็นพิรุธของจำเลยเช่นนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำอันเป็นพิรุธของจำเลยและการที่จำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา ภายหลังจากที่เงินของผู้เสียหายได้หายไปนั้นเป็นเพียงพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจำเลยน่าจะเป็นคนร้ายเท่านั้นแต่โจทก์ไม่มีพยานอื่นมาสืบประกอบเพื่อยืนยันให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริง จำเลยก็ได้ให้การต่อสู้ตลอดมาว่าจำเลยมิได้กระทำผิด พยานโจทก์เป็นที่สงสัยจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง..."

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.

Matter details

Panel of judges
บุญศรี กอบบุญ · เสียง ตรีวิมล · อุไร คังคะเกตุ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 10546/2558

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบข…

Supreme Court Judgment No. 8642/2553

ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความในตอนแรกระบุว่าคนร้ายคือจำเลยและ จ. ซึ่งเป็นคนรู้จักกันมาก่อนเพราะมีบ้านอยู่ใกล้กับบ้านพักของผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายชี้ยืนยันบุคคลตามภาพถ่ายที่เจ้าพนักงานตำรวจ…

Supreme Court Judgment No. 734/2553

เครื่องจับเท็จเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำผลการตอบคำถามของจำเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการแล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจำเลยพูดจริงหรือเท็จ มีลักษณะเป็นเพียงความเห็นในทางวิชาการ ย่อมไม่อาจนำม…

Supreme Court Judgment No. 4135/2552

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยแต่ละกระทงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพียง 13 กระทง ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเล…

Supreme Court Judgment No. 5253/2549

คดีนี้โจทก์มิได้อ้างและนำสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความทั้ง ๆ ที่สายลับรู้เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกับสิบตำรวจเอก ส. แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้มีประจักษ์พยานในคดีเพียงปากเดียว ย่อมเป็นการนำสืบพยานเดี…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up