Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5009/2562

พ.ศ. 2562 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 วินิจฉัยอาการผิดพลาดเนื่องจากโจทก์มิได้ตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการรักษาด้วยการขูดมดลูกหรือวิธีการอื่นโดยไม่จำต้องผ่าตัดตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่กรณีจะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยทางด้านสูตินรีเวชแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นอาจมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปตามข้อวินิจฉัยของแพทย์ที่ให้ไว้ก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจถือว่าแพทย์ผู้นั้นกระทำประมาทเลินเล่อ เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์ตามความรู้ความสามารถโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเหมาะสมกับสภาวการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการละเมิด

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2557) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมจำนวน 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลและดำเนินธุรกิจรักษาคนไข้เพื่อแสวงหากำไร โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาล พ. 2 จำเลยที่ 2 เป็นสูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เวลา 12 นาฬิกา โจทก์ซึ่งเป็นพยาบาลและเคยทำงานที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ได้ตรวจร่างกายด้วยตนเอง ในเบื้องต้นพบว่าตั้งครรภ์ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีอาการปวดท้องน้อยมานานประมาณ 1 วัน และมีเลือดออกทางช่องคลอด จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยก่อนทำการรักษาจำเลยที่ 2 ได้ซักถามอาการเจ็บป่วยและประวัติการรักษาของโจทก์

โจทก์แจ้งว่ามีอาการปวดท้องมากมา 1 วัน จำเลยที่ 2 ซักประวัติเพิ่มเติมทางนรีเวช โจทก์แจ้งว่าเคยมีบุตรมาแล้ว 1 คน เคยแท้งบุตร 1 ครั้ง จากการสอบถามประวัติการมีประจำเดือน โจทก์แจ้งว่าประจำเดือนมาวันแรกของครั้งสุดท้ายประมาณกลางเดือนมิถุนายน หากนับวันที่หมดประจำเดือนและมาพบจำเลยที่ 2 เป็นเวลาประมาณ 7 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 ได้ให้โจทก์นอนราบบนเตียงแล้วตรวจสภาพทั่วไปโดยใช้มือกดบริเวณท้องน้อย โจทก์แจ้งว่าเจ็บบริเวณท้องน้อย เจ็บมากที่ตำแหน่งท้องน้อยด้านซ้าย จำเลยที่ 2 สอบถามเพิ่มเติมว่า นอกจากปวดท้องน้อยแล้วมีอาการอื่นหรือไม่ โจทก์แจ้งว่ามีเลือดออกจากช่องคลอดและทำการตรวจปัสสาวะด้วยตนเองพบว่าโจทก์ตั้งครรภ์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ตรวจร่างกายโจทก์ทางนรีเวชโดยให้ขึ้นเครื่องอุปกรณ์ที่มีขาหยั่งสำหรับตรวจภายในของสตรี

พบว่าเมื่อใส่คีมปากเป็ดเข้าไปเห็นว่ามีเลือดสดอยู่ในช่องคลอดในปริมาณมาก ไม่เห็นติ่งเนื้อหรือก้อนที่ผิดปกติที่ปากมดลูก ส่วนการใช้มือคลำพบว่าเมื่อกดที่มดลูกโจทก์มีอาการเจ็บสะดุ้งที่มดลูก หากตรวจโดยใช้มือคลำต่อไปอาจได้ผลที่ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 2 จึงให้รังสีแพทย์ตรวจอัลตราซาวด์บริเวณช่องท้องน้อยช่วงล่างและอุ้งเชิงกรานของโจทก์ รังสีแพทย์รายงานว่าไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก แต่พบก้อนเนื้องอก 2 ก้อน มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1.6 และ 2.5 เซนติเมตร อยู่ที่บริเวณผนังด้านหลังมดลูก ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง และพบว่ามีถุงน้ำบริเวณปีกมดลูกข้างซ้ายขนาด 9.2 คูณ 3.7 เซนติเมตร ขนาดมดลูกโตขึ้นเล็กน้อย วัดได้ 10.1 คูณ 5.3 คูณ 6.4 เซนติเมตร

เนื่องจากผลการตรวจอัลตราซาวด์ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก แต่โจทก์แจ้งว่าได้ตรวจปัสสาวะพบว่าตั้งครรภ์ จำเลยที่ 2 สันนิษฐานว่าครรภ์ของโจทก์น่าจะมีอายุประมาณ 7 สัปดาห์ และสงสัยว่าโจทก์จะตั้งครรภ์ที่บริเวณใด จึงรับโจทก์เข้ารักษาในโรงพยาบาลและให้เจาะเลือดโจทก์เพื่อตรวจหาฮอร์โมนการตั้งครรภ์ โดยให้งดน้ำ อาหารและให้น้ำเกลือแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับผลการตรวจว่า ระดับฮอร์โมนโจทก์อยู่ในระดับ 4,480 มิลลิอินเตอร์เนชั่นแนลยูนิตต่อมิลลิลิตร แล้วจำเลยที่ 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ตั้งครรภ์นอกมดลูกที่บริเวณปีกมดลูกด้านซ้ายเนื่องจากตรวจพบถุงน้ำร่วมกับมีเนื้องอกที่มดลูกด้วย และแนะนำว่าจำเป็นต้องทำการผ่าตัดโดยด่วน โดยต้องตัดรังไข่ข้างซ้ายออก

รวมทั้งควรผ่าตัดมดลูกออกไปในคราวเดียวกันด้วย โจทก์เชื่อและให้ความยินยอมตามคำแนะนำของจำเลยที่ 2 ต่อมาเวลา 16 นาฬิกา วันเดียวกัน จำเลยที่ 2 ผ่าตัดเอามดลูก ท่อนำไข่ทั้งสองข้าง และรังไข่ข้างซ้ายของโจทก์ออก ภายหลังการผ่าตัดผลการตรวจชิ้นเนื้อกลับปรากฏว่า โจทก์ไม่ได้ตั้งครรภ์นอกมดลูกดังที่จำเลยที่ 2 ให้คำวินิจฉัย แต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบเนื่องจากพบเศษของรกในโพรงมดลูก ส่วนถุงน้ำที่บริเวณปีกมดลูกข้างซ้ายนั้นเป็นเพียงช็อคโกแลตซีสต์ คือ ถุงน้ำจากการที่เยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ส่วนที่มดลูกพบว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยไปเจริญในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกและรังไข่ข้างซ้าย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อในการตรวจและรักษาโจทก์หรือไม่ สำหรับการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์นั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ วินิจฉัยอาการผิดพลาดเนื่องจากโจทก์มิได้ตั้งครรภ์นอกมดลูกแต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบ ซึ่งอาจรักษาด้วยการขูดมดลูกหรือวิธีการอื่นโดยไม่จำต้องผ่าตัดตามที่โจทก์กล่าวอ้างก็ตาม แต่ในกรณีนี้จะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่นั้น นอกจากจะต้องพิจารณาจากมาตรฐานการตรวจรักษาตามวิชาชีพทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยทางด้านสูตินรีเวชแล้ว

ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นอาจมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่ต้องการให้ผู้ป่วยนั้นได้รับความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายใด ๆ เพิ่มเติมและหายจากอาการเจ็บป่วยในที่สุดโดยเร็ว ดังนั้น หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า แพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพทางการแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวังรอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว

แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปตามข้อวินิจฉัยของแพทย์ดังที่ให้ไว้ก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจถือได้ว่าแพทย์ผู้นั้นกระทำโดยประมาทเลินเล่อ จากพยานหลักฐานตามข้อนำสืบของโจทก์ในปัญหานี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ประมาทเลินเล่อในการตรวจรักษาโจทก์หรือได้ละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติทางการแพทย์ประการอื่น นอกเสียจากข้อกล่าวหาที่ว่า การที่จำเลยที่ ๒ มิได้ทำการตรวจระดับฮอร์โมนโจทก์ซ้ำเพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรคของโจทก์ที่มีความน่าจะเป็นให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะอาการของโจทก์ที่แท้จริงในขณะนั้น สามารถเป็นไปได้ว่าอาจท้องนอกมดลูกหรือท้องตามปกติ แต่มีสภาวะแท้งคุกคามเพราะการตั้งครรภ์นอกมดลูกไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือการผ่าตัดจนกว่าจะส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ

ดังนั้น การวินิจฉัยโรคของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการด่วนสรุปไปเสียก่อนจากมาตรฐานวิชาชีพ เป็นการให้คำวินิจฉัยที่ไม่ตรงกับอาการของโจทก์ที่ได้จากผลการตรวจชิ้นเนื้อ อันเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอน ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์ตามความรู้ความสามารถโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเหมาะสมกับสภาวการณ์นั้นแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนการรักษาอาการของโจทก์โดยตัดมดลูกด้วยนั้น โจทก์เบิกความกล่าวอ้างทำนองว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เปิดแผลผ่าตัดหน้าท้องแล้วพบว่า

โจทก์ไม่ได้ตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่ตั้งครรภ์ปกติและแท้งไปแล้ว ส่วนซีสต์หรือถุงน้ำที่พบเป็นช็อกโกแลตซีสต์หรือถุงน้ำจากเยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ จำเลยที่ 2 สามารถเย็บปิดแผลผ่าตัดและให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปนั้น และเมื่อสิ่งที่พบขณะผ่าตัดต่างจากสิ่งที่ได้ให้ข้อมูลไว้ในเบื้องต้นเป็นเหตุให้โจทก์ต้องแท้งลูกและสูญเสียโอกาสในการตั้งครรภ์ในอนาคตได้อีก การให้ข้อมูลของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ไม่ถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการรักษาโดยตัดมดลูก แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติข้างต้นแล้ว การผ่าตัดของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำให้โจทก์แท้งบุตร และได้พบก้อนเนื้องอกอยู่ในมดลูกของโจทก์ซึ่งเกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยไปเจริญแทรกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกจริง

แสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้ตรวจและวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ถูกต้องตรงกับลักษณะทางพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในมดลูกและสอดคล้องกับอาการเจ็บป่วยของโจทก์แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่า สาเหตุที่ตัดมดลูกของโจทก์เนื่องจากมีเนื้องอกที่มดลูก การผ่าตัดดังกล่าวเป็นการรักษาที่ดีที่สุดที่โจทก์จะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกและทำให้อาการปวดประจำเดือนของโจทก์หายไป และได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่า ได้ตรวจพบว่าโจทก์มีเนื้องอก 2 ก้อน ที่มดลูก จึงได้แนะนำโจทก์ว่าเมื่อจะทำการผ่าตัดถุงน้ำด้วยการเปิดช่องท้องด้านหน้าแล้ว ยังได้แนะนำโจทก์ว่าจะตัดเฉพาะเนื้องอกออกหรือจะตัดมดลูกที่มีเนื้องอกแซมอยู่ออก โจทก์แจ้งว่าโจทก์มีอาการปวดประจำเดือนทุกเดือนและไม่ต้องการมีบุตรแล้วให้ตัดมดลูกที่มีเนื้องอกออกเลย และได้แนะนำว่าโจทก์ควรปรึกษาสามีด้วย โดยให้แจ้งสามีทราบถึงแนวทางการรักษาที่จำเลยที่ 2 แนะนำไป

เห็นโจทก์ออกไปโทรศัพท์นอกห้องตรวจแล้วกลับมาบอกว่าสามียินยอมให้ตัดมดลูกออกได้ นายแพทย์ พ. เบิกความสนับสนุนคำของจำเลยที่ 2 ว่าก่อนฟ้องคดีนี้ พยานได้เข้าร่วมประชุมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง พยานได้ถามโจทก์ว่าหากมีการแท้งบุตรก่อนที่จะทำการผ่าตัดจะให้ตัดมดลูกหรือไม่ โจทก์แจ้งว่าให้ตัดมดลูกได้ ซึ่งโจทก์เองก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า โจทก์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านพยาบาลศาสตร์ ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ และปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจสุขภาพ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์ เคยรับการรักษาผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูก รวมทั้งซีสต์ขณะเป็นพนักงานโรงพยาบาล พ. 3 และขณะโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลฟรี และโจทก์ได้พูดกับนายแพทย์

พ. ว่าถ้าโจทก์ท้องนอกมดลูกก็ยังคงยืนยันให้ตัดมดลูก และยังพูดว่าถ้าโจทก์แท้งบุตรก็ยังคงยืนยันให้ตัดมดลูกและไม่ต้องการมีบุตรแล้ว อันเป็นการเบิกความเจือสมคำพยานของจำเลยทั้งสอง ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า นอกจากโจทก์ตัดสินใจเลือกรักษาโดยวิธีตัดมดลูกเพราะมีเนื้องอกดังที่จำเลยที่ 2 วินิจฉัยและให้คำแนะนำแล้ว เหตุผลอีกประการหนึ่งที่โจทก์ยินยอมให้ตัดมดลูกก็เพราะโจทก์เองไม่ต้องการที่จะมีบุตรอีก ประกอบกับการที่โจทก์มีบุตรมาแล้ว 1 คน และแท้งบุตรมาก่อนแล้ว 1 ครั้ง รวมทั้งยังเคยรับการผ่าตัดเนื้องอกและซีสต์ในมดลูกมาก่อนอีกด้วย นอกจากนี้ขณะเกิดเหตุโจทก์มีอายุ 39 ปี จบปริญญาตรีด้านพยาบาลศาสตร์และปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจสุขภาพ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์

เคยทำงานโรงพยาบาลมาตั้งแต่ปี 2554 หรือ 2555 นับเป็นผู้ที่พร้อมด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทางด้านนี้มาก่อน ทั้งการตัดสินใจยอมให้ตัดมดลูกเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่อตัวโจทก์และครอบครัวเพราะจะทำให้ไม่อาจมีบุตรสืบสกุลได้อีก หากเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างย่อมเป็นการยากที่วิญญูชนเยี่ยงโจทก์จะให้ความยินยอมโดยไม่มีทางเลือกและได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอเสียก่อน ยิ่งโจทก์ได้ปรึกษาสามีก่อนตัดสินใจด้วยแล้ว จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ได้แจ้งข้อมูลและทางเลือกในการรักษาภาวะเนื้องอกที่มดลูกตามมาตรฐานของการรักษาให้แก่โจทก์โดยถูกต้องก่อนที่โจทก์จะตัดสินใจให้ความยินยอมในการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ถือว่าการที่จำเลยที่ 2 ตัดมดลูกของโจทก์ออกตามความยินยอมให้รักษาของโจทก์นั้นไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
วินัย เรืองศรี · เมทินี ชโลธร · จรัญ เนาวพนานนท์
Lower court
ศาลแพ่ง - นางสาวศนิวันท์ เกื้อสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ - นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
Supreme Court black case no.
ผบพ.278/2561
Trial court black case no.
ผบ1615/2557
Trial court red case no.
ผบ2164/2558
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

Supreme Court Judgment No. 882/2567

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เ…

Supreme Court Judgment No. 464/2567

เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 700072)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 703998)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up