Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2553 (ref. 504345)

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่ผู้เสียหายทั้งสองซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 8 โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินที่ซื้ออยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และจำเลยที่ 8 ไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองได้ การซื้อขายที่ดินระหว่างผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยที่ 8 จึงเป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองในที่ดิน เมื่อจำเลยที่ 8 มอบที่ดินที่ผู้เสียหายทั้งสองซื้อให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองและผู้เสียหายที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 8 ไม่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองและไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งสอง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิจารณารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งเจ็ดในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 8 และที่ 9 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องจำเลยสองสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 341 และให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 1,006,500 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) ให้จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยที่ 8 ใช้ค่าที่ดิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 ใช้เงินที่หลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ไป จำนวน 556,500 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เสีย ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 6 คนละ 1 ปี และให้จำเลยที่ 3 ที่ 6 ใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 6 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 6 จำเลยที่ 3 และที่ 6 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายทั้งสองจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ย่อมระงับไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ... พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดีข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545 ผู้เสียหายทั้งสองร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีศักดา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ว่าถูกจำเลยที่ 8 กับพวกนำที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติมาหลอกขายให้ผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อจ่ายเงินเป็นค่าที่ดินให้จำเลยที่ 8 กับพวกไป

ต่อมาจำเลยที่ 8 ถูกจับและถูกฟ้องคดีนี้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และความผิดฐานฉ้อโกงศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 โจทก์ไม่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 6 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 ผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 ผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ในความผิดฐานฉ้อโกงคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 8 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 8 ไม่ได้บอกผู้เสียหายที่ 2 และสามีว่าที่ดินที่ผู้เสียหายที่ 2 ซื้อเป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ

ผู้เสียหายทั้งสองและสามีผู้เสียหายที่ 2 เป็นชาวกรุงเทพมหานครเมื่อเดินทางไปดูที่ดินเห็นว่ามีบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีสภาพร้าง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 8 แม้จำเลยที่ 8 จะมอบที่ดินให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าครอบครองการกระทำของจำเลยที่ 8 เป็นความผิดฐานฉ้อโกงนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้เสียหายทั้งสองซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 8 ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 8 ว่า ตอนที่จะทำสัญญาซื้อขาย ได้ขอดูเอกสารเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 8 บอกว่าไม่มี และแจ้งว่าเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ผู้เสียหายที่ 2 ติดใจที่จะซื้อเพราะที่ดินสวยและราคาถูก ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความว่าได้ทำสัญญากันไว้ โดยผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เขียนสัญญาซื้อขาย เมื่อศาลฎีกาดูสัญญาซื้อขายแล้วสัญญานี้ไม่ได้ระบุว่าทรัพย์ที่ซื้อขายกันเป็นทรัพย์อะไร ไม่ได้ตกลงว่าจะมีการไปจดทะเบียนการซื้อขายระหว่างกันต่อเจ้าพนักงาน ทำให้เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองรู้อยู่แล้วในตอนทำสัญญาซื้อขายและมอบเงินให้จำเลยที่ 8 ว่าไม่อาจไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามที่กฎหมายกำหนดแบบของนิติกรรมไว้ได้

สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 8 นำสืบว่าผู้เสียหายทั้งสองมาขอซื้อที่ดิน จำเลยที่ 8 แจ้งให้ทราบแล้วว่าที่ดินที่จะขายอยู่ไกลเป็นที่ดินในเขตป่าสงวน ห้ามตัดต้นไม้แต่ให้ทำกินได้ ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองก็สนใจที่จะซื้อ ฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าที่ดินที่ซื้อจากจำเลยที่ 8 อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและจำเลยที่ 8 ไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองซื้อให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองและผู้เสียหายที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้วการกระทำของจำเลยที่ 8 ไม่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองและไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 6 ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

Matter details

Panel of judges
เอกชัย ชินณพงศ์ · สมศักดิ์ จันทรา · เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3664/2568

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้ในคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงและคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ.…

Supreme Court Judgment No. 3133/2568

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาล…

Supreme Court Judgment No. 485/2567

โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันฉ้อโกงโจทก์โดยการหลอกลวงแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้โจทก์โอนเงิน 1,000,000 บาทให้จำเลยที่ 1 โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 อั…

Supreme Court Judgment No. 295/2567

เดิมโจทก์ใช้ชื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นชื่อคู่ความ ต่อมาแก้ฟ้องใช้ชื่อ ส. กับพวก ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นคู่ความแทน เมื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ ไม่เป็นบุคคลตาม ป.พ.พ. จึงไม่สามา…

Supreme Court Judgment No. 5793/2567

แม้ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว อันเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น และ พ.ร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up