Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5110/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ทั้งหกฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่โจทก์ทั้งหกคนละ 7 ตารางวา เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ช. เจ้ามรดกแต่ผู้เดียวโจทก์ทั้งหกไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งหกฎีกาว่าโจทก์ทั้งหกมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้โจทก์ทั้งหกจะฟ้องและฎีการวมกันมาแต่กรรมสิทธิ์ที่โจทก์ขอแบ่งซึ่งแต่ละคนกล่าวอ้างสามารถแยกต่างหากจากกันได้ ราคาทรัพย์สินที่พิพาทในชั้นฎีกาย่อมต้องถือตามราคาที่ดินที่โจทก์แต่ละคนอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์รวมเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่เมื่อโจทก์ทั้งหกตีราคาที่ดินพิพาททั้งหมดเป็นเงิน 1,200,000บาท ดังนั้นราคาที่ดินพิพาทที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งเมื่อคำนวณแล้วมีราคา 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์แต่ละคนฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งหก นายวิชาญหรือหลีจุ้ง แซ่ขอหรือขจรวิทยากุล และนางสาวถ้ำยืด แซ่ขอ เป็นบุตรนายขอเห้ง แซ่ขอ นายวิชาญเป็นบิดาจำเลยที่ 1 และเป็นสามีจำเลยที่ 2 เมื่อประมาณปี 2504 นายขอเห้งได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 56 3/10 ตารางวา จากนายฉาหรือปรีชา อับดุลลาในราคา8,000 บาท โดยยังไม่ได้จดทะเบียนโอนแล้วได้ปลูกบ้านเลขที่ 206/10-11ลงในที่ดินให้ผู้อื่นเช่า ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2512 นายขอเห้งได้มอบหมายให้นายวิชาญไปจดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อและรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวแทนโจทก์ทั้งหกและนางสาวถ้ายืด ซึ่งขณะนั้นได้มีการออกโฉนดสำหรับที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นโฉนดเลขที่ 1832โจทก์ทั้งหก นายวิชาญและนางสาวถ้ำยืดจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว ปี 2518 โจทก์ทั้งหก

นายวิชาญและครอบครัวได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านที่ปลูกไว้ดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 12ตุลาคม 2536 นายวิชาญถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชาญตามสำเนาคำร้องท้ายฟ้องโจทก์ทั้งหกได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งหก ซึ่งโจทก์แต่ละคนมีกรรมสิทธิ์คนละ7 ตารางวา จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิชาญแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1832ให้แก่โจทก์ทั้งหกคนละ 7 ตารางวา ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน หากไม่อาจแบ่งแยกที่ดินได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งตามส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินและบ้านเลขที่ 206/10-11ตามฟ้องเป็นของนายวิชาญ

นายวิชาญทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในฐานะผู้ซื้อ ไม่ได้ดำเนินการแทนโจทก์ทั้งหกและนางสาวถ้ำยืด หลังจากนายวิชาญปลูกบ้านในที่ดินดังกล่าวแล้วโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้ขออาศัยประกอบการค้าเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชาญแล้ว จำเลยทั้งสองฝ่ายหนึ่งกับโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6อีกฝ่ายหนึ่ง ได้ทำบันทึกข้อตกลงกันเป็นหนังสือโดยจำเลยทั้งสองย่อมแบ่งแยกที่ดิน 28 ตารางวา พร้อมบ้านอีก 1 คูหาให้แก่โจทก์ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นการระงับข้อพิพาทที่จะมีขึ้นให้เสร็จไป โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1

Result

พิพากษายืนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงฯลฯ" คดีนี้โจทก์ทั้งหกฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่โจทก์คนละ 7 ตารางวา รวม 54 ตารางวา เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายวิชาญขจรวิทยากุล เจ้ามรดกแต่ผู้เดียว โจทก์ทั้งหกไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งหกฎีกาว่าโจทก์ทั้งหกมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้โจทก์ทั้งหกจะฟ้องและฎีการวมกันมา แต่กรรมสิทธิ์ที่โจทก์ขอแบ่งซึ่งแต่ละคนกล่าวอ้างสามารถแยกต่างหากจากกันได้ ราคาทรัพย์สินที่พิพาทในชั้นฎีกาย่อมต้องถือตามราคาที่ดินที่โจทก์แต่ละคนอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์รวมเป็นเกณฑ์ ในการพิจารณาว่าต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อโจทก์ทั้งหกตีราคาที่ดินพิพาทจำนวน54 ตารางวาเป็นเงิน 1,200,000 บาท ดังนั้นราคาที่ดินพิพาทเนื้อที่ 7 ตารางวา ที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งเมื่อคำนวณแล้วมีราคา 200,000 บาท ไม่เกินกำหนดและต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งหก

Matter details

Panel of judges
ชูชาติ ศรีแสง · สุพล พันธุมโน · กมล เพียรพิทักษ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Supreme Court Judgment No. 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

Supreme Court Judgment No. 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

Supreme Court Judgment No. 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

Supreme Court Judgment No. 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up