Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5138/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือนจนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยยังไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษา หนี้ค่าเสียหายย่อมเพิ่มพูนขึ้นทุกเดือนและยังไม่แน่นอนว่าจะมีจำนวนเท่าใด การบังคับคดีจึงอาจต้องรวมค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย แม้โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยและประเมินราคาที่ดินไว้ก็เป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้นเท่านั้น ยังมิใช่เป็นราคาที่แน่นอนเพราะการขายทอดตลาดอาจขายได้ราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาประเมินก็ได้ การที่มีบ้านของจำเลยสามหลังปลูกอยู่บนที่ดินที่ยึดไว้ด้วยนั้น ไม่ว่าโจทก์จะนำยึดบ้านทั้งสามหลังด้วยหรือไม่ ท้ายที่สุดเมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินและบุคคลภายนอกเป็นผู้ซื้อที่ดินได้ จำเลยก็จะต้องออกจากบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินที่ยึดไว้ การที่โจทก์นำยึดบ้านทั้งสามหลังดังกล่าว จึงมิใช่มีเจตนากลั่นแกล้งหรือกดดันจำเลยแต่อย่างใด อีกทั้งบ้านทั้งสามหลังมีราคาเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่ดินที่ยึดไว้ จึงมิใช่กระทำไปโดยมีเจตนามุ่งเพิ่มภาระค่าธรรมเนียมการยึดแก่จำเลย นอกจากนี้หากโจทก์มิได้นำยึดบ้าน กรณีอาจเป็นปัญหาแก่ผู้ซื้อทอดตลาดที่จะต้องดำเนินการให้มีการรื้อถอนขนย้ายบ้านดังกล่าวออกไปในภายหลัง อันมีผลทำให้ไม่มีผู้สนใจซื้อทอดตลาดหรือขายได้ราคาต่ำไป อันจะเป็นผลร้ายแก่จำเลยยิ่งกว่าการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านไปในคราวเดียวกันอันเป็นการสะดวกแก่การบังคับคดีขายทอดตลาด และน่าจะเป็นผลให้ขายทอดตลาดได้ในราคาที่ดีกว่า การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและบ้านทั้งสามหลังที่ปลูกอยู่บนที่ดินมาในคราวเดียวกันโดยบ้านทั้งสามหลังมีราคาไม่สูงมาก จึงมีเหตุผลอันสมควร ไม่อาจถือว่าโจทก์ยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 284 วรรคหนึ่ง การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะวางเงินหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งถอนหรืองดการบังคับคดีนั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องวางเงินหรือหาประกันมาให้เป็นจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 (1) คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน นับแต่เดือนตุลาคม 2527 จนกว่าจะส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ในการคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว จำต้องรู้วันเวลาที่จำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ จึงจะคิดคำนวณจำนวนค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้ แต่เมื่อจำเลยยังมิได้ส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่โจทก์ จำนวนค่าเสียหายย่อมจะต้องทวีเพิ่มขึ้นทุกเดือนจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถคำนวณยอดหนี้ให้เป็นการแน่นอนได้ และเมื่อไม่รู้จำนวนหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาก็ย่อมไม่สามารถกำหนดจำนวนเงินที่จะให้จำเลยนำมาวางต่อศาลหรือพิจารณาประกันที่จำเลยจะหามาให้ไว้ต่อศาลว่าเป็นจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีหรือไม่เพื่อที่จะมีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดีต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองปฏิเสธที่จะกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยประสงค์จะขอวางต่อศาลเพื่อให้ถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดี จึงชอบแล้ว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยลงนามในหนังสือมอบอำนาจตามฟ้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 68,750บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2527 จนกว่าจะส่งมอบอาคารพาณิชย์ 29 คูหา พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 94636 แขวงลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) เขตบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวคือบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 3 หลัง เลขที่ 101, 101/1 และ 103

จำเลยยื่นคำร้อง 2 ฉบับ ทำนองเดียวกันว่า จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 9487/2539 เรื่อง ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และเรียกให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 747,926,031 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 733,124,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หรือจำเลยในคดีนี้ หากจำเลยชนะคดีดังกล่าวก็สามารถหักกลบลบหนี้กันได้โดยไม่จำต้องยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดและไม่ทำให้โจทก์เสียหายแต่อย่างใด ขอให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างที่โจทก์จะขอบังคับคดี หรือให้งดการบังคับคดี หรืองดการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ก่อน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้จำเลยทั้งหมด ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์มีสิทธิคำนวณค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงิน 9,556,250 บาท แต่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยซึ่งมีราคาเป็นเงิน 29,025,000 บาท เพียงพอชำระหนี้แล้ว แต่โจทก์กลับนำยึดบ้านพักอาศัยของจำเลยคือบ้านเลขที่ 101, 101/1 และ 103 รวม 3 หลัง ราคา 700,000 บาท ด้วย ซึ่งเกินกว่าที่พอชำระหนี้โดยไม่สุจริต ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดบ้านทั้งสามหลังดังกล่าว และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการถอนการยึดโดยมิชอบ

จำเลยประสงค์จะวางเงินต่อศาลเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินดังกล่าวโดยจำเลยจะหาหลักประกันมาวางศาลให้เพียงพอชำระหนี้จำนวน 9,556,250 บาท ขอให้มีคำสั่งกำหนดจำนวนเงินที่โจทก์จะได้รับเพื่อจำเลยหาหลักประกันมาให้จนพอใจศาล และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาจึงอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์จะนำยึดทรัพย์สินเพื่อให้เพียงพอชำระหนี้ แต่ถ้าหากยึดเกินความจำเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นเอง แต่ในชั้นนี้เมื่อยังไม่มีการชำระหนี้หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึด จึงไม่อาจทราบได้ว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเพียงพอต่อหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่

ศาลจึงไม่อาจสั่งให้ถอนการยึดได้ เป็นเรื่องที่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะใช้ดุลพินิจเอง ส่วนที่จำเลยจะหาหลักประกันมาวางต่อศาลแล้วให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับนั้น ไม่อาจทำได้เพราะเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีระหว่างโจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการไปตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์แล้ว ศาลจึงไม่อาจถอนการยึดได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 68,750 บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยยังไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษา หนี้ค่าเสียหายย่อมเพิ่มพูนขึ้นทุกเดือน และยังไม่แน่นอนว่าหนี้ค่าเสียหายจะมีจำนวนเท่าใด การบังคับคดีจึงอาจต้องรวมค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

แม้โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยและประเมินราคาที่ดินไว้เป็นเงิน 29,025,000 บาท ราคาดังกล่าวก็เป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้นเท่านั้น ยังมิใช่เป็นราคาที่แน่นอนเพราะการขายทอดตลาดอาจขายได้ราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาประเมินก็ได้ การที่มีบ้านของจำเลยทั้งสามหลังปลูกอยู่บนที่ดินที่ยึดไว้ด้วย อันเป็นส่วนควบของที่ดินที่ยึดไว้นั้น จึงมีข้อพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรที่จะยึดบ้านทั้งสามหลังนี้มาในคราวเดียวกันด้วยหรือไม่ เห็นว่า ไม่ว่าโจทก์จะนำยึดบ้านทั้งสามหลังดังกล่าวด้วยหรือไม่ ท้ายที่สุดเมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินและบุคคลภายนอกเป็นผู้ซื้อที่ดินได้ จำเลยก็จะต้องออกจากบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินที่ยึดไว้

ดังนี้ การที่โจทก์นำยึดบ้านทั้งสามหลังไว้ด้วย จึงมิใช่มีเจตนากลั่นแกล้งหรือกดดันจำเลยแต่อย่างใด อีกทั้งบ้านทั้งสามหลังมีราคาเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่ดินที่ยึดไว้ การที่โจทก์ยึดบ้านทั้งสามหลังจึงมิใช่กระทำไปโดยมีเจตนามุ่งเพิ่มภาระค่าธรรมเนียมการยึดแก่จำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในคำร้อง นอกจากนี้หากโจทก์มิได้นำยึดบ้าน กรณีอาจเป็นปัญหาแก่ผู้ซื้อทอดตลาดที่จะต้องดำเนินการให้มีการรื้อถอนขนย้ายบ้านดังกล่าวออกไปในภายหลัง อันมีผลทำให้ไม่มีผู้สนใจซื้อทอดตลาดหรือขายได้ราคาต่ำไป อันจะเป็นผลร้ายแก่จำเลยยิ่งกว่าการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านไปในคราวเดียวกันอันเป็นการสะดวกแก่การบังคับคดีขายทอดตลาด และน่าจะเป็นผลให้ขายทอดตลาดได้ในราคาที่ดีกว่า

ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและบ้านทั้งสามหลังที่ปลูกอยู่บนที่ดินมาในคราวเดียวกันโดยบ้านทั้งสามหลังมีราคาไม่สูงมาก จึงมีเหตุผลอันสมควร ไม่อาจถือว่าโจทก์ยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ปฏิเสธการขอให้กำหนดยอดหนี้ที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์เพื่อที่จำเลยจะได้วางเงินหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดีไว้ก่อนว่าเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะวางเงินหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งถอนหรืองดการบังคับคดีนั้น

ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องวางเงินหรือหาประกันมาให้เป็นจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วย ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (1) คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2527 จนกว่าจะส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ในการคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว จำต้องรู้วันเวลาที่จำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ จึงจะคิดคำนวณจำนวนค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้ แต่เมื่อจำเลยยังมิได้ส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่โจทก์ จำนวนค่าเสียหายย่อมจะต้องทวีเพิ่มขึ้นทุกเดือนจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว

ทำให้ไม่สามารถคำนวณยอดหนี้ให้เป็นการแน่นอนได้ และเมื่อไม่รู้จำนวนหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาก็ย่อมไม่สามารถกำหนดจำนวนเงินที่จะให้จำเลยนำมาวางต่อศาลหรือพิจารณาประกันที่จำเลยจะหามาให้ไว้ต่อศาลว่าเป็นจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีหรือไม่เพื่อที่จะมีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดีต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองปฏิเสธที่จะกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยประสงค์จะขอวางต่อศาลเพื่อให้ถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดีและมีคำสั่งยกคำร้องในส่วนนี้ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์

Matter details

Panel of judges
มนตรี ยอดปัญญา · สบโชค สุขารมณ์ · หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
Lower court
ศาลแพ่ง - นายประมุข อธิคมกมลาศัย
ศาลอุทธรณ์ - นางคำนวน เทียมสอาด
Supreme Court black case no.
พ.204/2546
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3071/2540

หลังจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยแล้ว ต่อมา ศ. ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินที่ถูกยึดกับฝ่ายจำเลย โดย ศ. ได้ขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินจากธนาคาร น. และได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว ธนาคาร น.จึ…

Supreme Court Judgment No. 2018/2533

เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยอมออกจากตึกพิพาท และศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แม้จะได้ความว่า โจทก์ทำสัญญายอมความกับจำเลยไว้อีกฉบับหนึ่งในวันเดียวกัน โดยโจทก์ยอมให้จำเลยอยู่ในตึกพิพ…

Supreme Court Judgment No. 2525/2530

ฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่ประการใดเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องของจำเลยที่ขอให้ถอนการยึด…

Supreme Court Judgment No. 4191/2528

การบังคับคดีนั้นเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับเมื่อใดก็ได้ ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะงดการบังคับคดีจะถอนการบังคับคดีหรือจะไม่บังคับคดีเสียก็ได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน…

Supreme Court Judgment No. 417/2504

จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา 6,250 บาท โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดทรัพย์จำเลยเพื่อขายทอดตลาด จำเลยร้องว่าได้ชำระหนี้แก่โจทก์นอกศาลแล้ว 5,250 บาท จะขอชำระส่วนที่ยังค้างและขอให้ศาลสั่งถอนการยึด โจทก์แถลงคัด…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up