Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5143/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ฉบับแรกมีจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในภายหน้าและให้มีผลตลอดไปตราบเท่าที่จำเลยที่ 1 ยังมีหนี้สินคงค้างอยู่กับโจทก์ ซึ่งสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมิได้กำหนดว่าค้ำประกันหนี้จำนวนใดโดยเฉพาะเจาะจง และมิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญาค้ำประกัน แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้กับโจทก์ใหม่อีก โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในสัญญาค้ำประกันหนี้ใหม่ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ได้ตกลงยกเลิกสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อกัน และให้ยึดถือเอาสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำไว้กับโจทก์เพียงฉบับเดียว ดังนั้น สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ทำไว้กับโจทก์จึงยังคงมีผลบังคับอยู่ เมื่อโจทก์นำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับใหม่มาฟ้อง จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ต้องรับผิดในหนี้ใหม่ตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อโจทก์ด้วย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ ร่วมกันชำระเงิน ๑๗,๕๑๑,๒๙๐.๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๖,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ทำขึ้นใหม่จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ ๖

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนจำเลยที่ ๗ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ร่วมกันชำระเงิน ๑๗,๕๑๑,๒๙๐.๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๖,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน ๑๑,๕๒๘,๔๘๒.๒๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๑,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ ๕ อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๗ ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ ๕ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๒๐,๐๐๐ บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ ๕ ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยที่ ๕ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ ๐๐๑ - ๑ -๒๔๔๔๖ - ๔ กับโจทก์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเบิกถอนเงินและเดินสะพัดทางบัญชี ต่อมาวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีธนาคาร ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ. ๒๙ และในวันเดียวกันจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล. ๖ โดยมีจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ทำสัญญาค้ำประกันในวันดังกล่าวในวงเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย

จ. ๓๓ ต่อมาวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ. ๓๐ และทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสาร จ. ๔ โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ค้ำประกันในวงเงิน ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๓๔ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี นับถึงวันบอกเลิกสัญญาวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เป็นเงิน ๑๑,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท และดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับถัดจากวันดังกล่าวถึงวันฟ้อง จำนวนเงิน ๓๙๕,๐๐๙.๕๑ บาท รวมเป็นเงิน ๑๑,๕๒๘,๔๘๒.๒๒ บาท และเป็นหนี้เงินกู้จำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน ๙๘๒,๘๐๘.๒๒ บาท คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่าจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่

เพียงใด เห็นว่า สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ทำไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. ๓๓ ข้อ ๑ ระบุว่า เนื่องในการที่ธนาคารโจทก์ได้ยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำการกู้เงิน กู้เบิกเงินเกินบัญชี หรือรายการอื่นใดอันก่อให้เกิดภาระหนี้สิน ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในภายหน้าเป็นจำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันและรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในอันที่จะชำระหนี้ รวมทั้งดอกเบี้ยซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนี้จนสิ้นเชิงพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี และในข้อ ๕ ระบุว่า การค้ำประกันนี้มีผลใช้บังคับและผูกพันผู้ค้ำประกันตลอดไปตราบเท่าที่หนี้สินที่ลูกหนี้ยังคงมีอยู่ต่อธนาคาร

เนื่องจากมูลหนี้ดังกล่าวในข้อ ๑ ยังมิได้ชำระให้ธนาคารจนหมดสิ้นเรียบร้อย สัญญาค้ำประกันดังกล่าวมิได้กำหนดไว้ว่าค้ำประกันหนี้จำนวนหนึ่งจำนวนใดโดยเฉพาะเจาะจง และมิได้มีข้อกำหนดของระยะเวลาว่าคู่สัญญามีเจตนาให้สัญญาค้ำประกันสิ้นผลผูกพันลงเมื่อใด แม้จะมีเหตุอันพึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้เอกสารหมาย ล. ๖ ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว เพราะโจทก์มิได้นำหนี้จำนวนดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยที่ ๑ กับพวกรับผิดต่อโจทก์ และปรากฏว่าในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์อีก ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท และทำสัญญากู้เงินจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันนั้น

จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในหนี้สองจำนวนหลังนี้ และมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในการ์ดบัญชีเอกสารหมาย จ. ๓๘ ได้ความว่า ในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นเจ้าหนี้โจทก์อยู่จำนวน ๓,๑๔๔,๙๑๓.๗๕ บาท ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ได้ตกลงยกเลิกสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อกัน และให้ยึดถือเอาสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำไว้กับโจทก์เพียงฉบับเดียว ดังนั้น สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ทำไว้กับโจทก์จึงยังคงมีผลบังคับอยู่ เพราะสัญญาค้ำประกันดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่าค้ำประกันทั้งหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบันและในอนาคตและมีผลตลอดไปตราบเท่าที่จำเลยที่ ๑ ยังมีหนี้สินคงค้างอยู่กับโจทก์

เมื่อปรากฏว่าหลังจากวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้ว จำเลยที่ ๑ ก็ยังคงเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ตลอดมา วันรุ่งขึ้นวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ก็กลับมีฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์จำนวน ๒,๖๔๔,๙๑๓.๗๕ บาท เมื่อนับถึงวันบอกเลิกสัญญาวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๑๑,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท และดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับถึงวันฟ้องจำนวน ๓๙๕,๐๐๙.๕๑ บาท จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ในฐานะผู้ค้ำประกันซึ่งยอมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

Matter details

Panel of judges
วิรัช ลิ้มวิชัย · ไพศาล เจริญวุฒิ · สมชาย จุลนิติ์
Lower court
ศาลแพ่ง - นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ - นางสิริรัตน์ จันทรา
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4308/2565

หนังสือรับรองการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มีข้อความและเจตนาเข้าทำสัญญาอันมีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง แต่สัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้ทำขึ้นภายหลัง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม…

Supreme Court Judgment No. 1268/2555

ค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันหาได้มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อเจ้าหนี้โดยอาศัยความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างซึ่งต้องกระทำเป็น…

Supreme Court Judgment No. 3259/2554

แม้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ทำไว้เมื่อปี 2536 และปี 2538 ระบุให้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่จะมีต่อไปในภายหน้าด้วย โดยสัญญาค้ำประกันที่ทำเมื่อปี 2536 มีจำเลยที่ 2 และที่ 9 เป็นผู้ร่วมค้ำประกัน…

Supreme Court Judgment No. 3183/2545

ตามสัญญากู้ฉบับแรก โจทก์มิได้มอบเงินที่กู้ให้แก่จำเลยที่ 1 รับไปในคราวเดียว แต่ให้จำเลยที่ 1 เบิกเป็นคราว ๆ ตามความจำเป็น และคิดดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นคราวตามวันที่จ่ายจร…

Supreme Court Judgment No. 8587/2544

สัญญาค้ำประกันมีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน" ขอทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่บริษัท ส. และบริษัทในกลุ่มบริษัท สก. ทุกบริษัทซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากบริษัท ส. ใ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up