Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5174/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วจำเลยไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าข้ออ้างของจำเลยขาดเหตุผลยกคำร้องคำร้องดังกล่าวเท่ากับเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพื่อการใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา226(2)แล้วหาจำต้องโต้แย้งคำสั่งศาลที่ให้ยกคำร้องในครั้งหลังอีกไม่ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำและเรียกค่าเสียหายตามสัญญาจะซื้อขายจำเลยให้การต่อสู้ว่าลายมือชื่อจำเลยในสัญญาเป็นลายมือชื่อปลอมจำเลยไม่ได้รับเงินมัดจำจากโจทก์จำเลยไม่ได้มีเจตนาทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์สัญญาดังกล่าวเป็นการกระทำโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญของสัญญาโจทก์กับพวกร่วมกันฉ้อฉลจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยเท่ากับเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์และปฎิเสธความสมบูรณ์ของสัญญาด้วยว่าไม่มีผลผูกพันระหว่างโจทก์จำเลยคำให้การจึงหาได้ขัดแย้งกันไม่

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยตกลงทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 46792 กับเลขที่ 46793 ตำบลบางระมาดอำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร รวม 2 โฉนด เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน33 ตารางวา ให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 8,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 14,664,000 บาท จำเลยได้รับเงินมัดจำเป็นจำนวน2,000,000 บาท ไว้แล้วในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยในวันที่ 3 เมษายน 2532 เมื่อได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หากจำเลยผิดสัญญา จำเลยจะต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท ครั้นวันที่ 3 เมษายน 2532 จำเลยผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์และปรากฎว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 46793 เพียงแปลงเดียวส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 46792 เป็นของบุคคลภายนอก

โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน2,000,000 บาท และต้องคืนเงินมัดจำอีก 2,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ จำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจำเลยให้การว่า จำเลยมิได้มีเจตนาทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์และมิได้รับเงินมัดจำจากโจทก์ ลายมือชื่อของจำเลยในสัญญาจะซื้อขายที่โจทก์อ้างตามฟ้องนั้นเป็นลายมือปลอม ความจริงจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 46793 กับเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 46792 ได้ตกลงขายให้แก่ผู้มีชื่อ และผู้มีชื่อได้นำไปเสนอขายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์กับผู้มีชื่อได้ทำการฉ้อฉลเพื่อหวังผลกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้นสัญญาที่โจทก์ทำขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์กับพวกร่วมกันฉ้อฉลหลอกลวงบุคคลที่สามและจำเลย

ทำให้จำเลยสำคัญผิดในการทำสัญญาอันเป็นสาระสำคัญ สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะจำเลยกับพวกมีความประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อจึงไปสำนักงานที่ดินหลายครั้งแต่ผู้มีชื่อยังไม่สามารถที่จะดำเนินการขออนุญาตเชื่อมเส้นทางของทางราชการเข้าสู่ที่ดินของจำเลยได้ จึงไม่สามารถนำเงินจากบุคคลที่สามมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยกับพวกได้ ผู้มีชื่อขอให้จำเลยกับพวกต่อสัญญาให้อีกครั้งหนึ่งจำเลยกับพวกมิได้ผิดนัดผิดสัญญาต่อโจทก์ การที่โจทก์กับผู้มีชื่อไม่ประสงค์จะซื้อที่ดินจากจำเลยกับพวก เนื่องจากไม่สามารถขออนุญาตเชื่อมทางของทางราชการเข้าสู่ที่ดินจำเลยจึงไม่ได้รับชำระเงินจากบุคคลที่สาม การที่โจทก์กับพวกฟ้องจำเลยเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต

โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยไม่จำต้องคืนมัดจำหรือใช้ค่าปรับให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 2,000,000 บาท และชำระเบี้ยปรับอีก 500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,500,000 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จจำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม 2532 ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่โดยเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าสัญญาจะซื้อขายมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้องเท่ากับเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นเพื่อที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาแล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วจำเลยไม่เห็นด้วยจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าข้ออ้างของจำเลยขาดเหตุผลยกคำร้อง คำร้องดังกล่าวเท่ากับเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพื่อการใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 226(2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยหาจำต้องโต้แย้งคำสั่งศาลที่ให้ยกคำร้องของจำเลยในครั้งหลังอีกไม่ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทของศาลชั้นต้นโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้บังคับคืนเงินมัดจำและเรียกค่าเสียหายตามสัญญาจะซื้อขาย

จำเลยให้การต่อสู้ว่า ลายมือชื่อจำเลยในสัญญาจะซื้อขายเป็นลายมือชื่อปลอมจำเลยไม่ได้รับเงินมัดจำจากโจทก์จำเลยไม่ได้มีเจตนาทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ สัญญาจะซื้อขายเป็นการกระทำโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญของสัญญา โจทก์กับพวกร่วมกันฉ้อฉลจำเลยโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยจึงเท่ากับเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ และปฎิเสธความสมบูรณ์ของสัญญาด้วยว่าสัญญาจะซื้อขายไม่มีผลผูกพันระหว่างโจทก์จำเลย แม้จำเลยจะให้การปฎิเสธว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ด้วยก็ตาม คำให้การดังกล่าวของจำเลยก็หาได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใดไม่ และมิใช่เป็นกรณีที่ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวไม่อาจจะเป็นไปได้ในเวลาเดียวกันดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง

เพราะเมื่อหากฟังว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์โดยมิใช่เป็นลายมือชื่อปลอมก็ยังมีข้อวินิจฉัยต่อไปด้วยว่าสัญญาจะซื้อขายมีผลผูกพันโจทก์จำเลยหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นคำให้การขัดกันซึ่งไม่อาจเป็นไปได้ในเวลาเดียวกัน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น คดีจึงยังต้องมีประเด็นข้อพิพาทด้วยว่าสัญญาจะซื้อขายมีผลผูกพันโจทก์จำเลยหรือไม่ เพื่อมิให้คดีล่าช้าและคู่ความได้สืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว หากจะย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างสืบพยานอีกก็จะไม่ได้ความเพิ่มขึ้นศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาตามฎีกาจำเลยว่าจำเลยรับเงินมัดจำจากโจทก์และสัญญาจะซื้อขายมีผลผูกพันโจทก์จำเลยหรือไม่ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า

เดิมจำเลยกับนางทองสุข กล้าหาญ ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 46792 กับ46793 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ราคาตารางวาละ 5,000 บาท ให้แก่นายสุรเดช อร่วมเวชอนันต์ตามเอกสารหมาย ล.1 ได้ความจากนายสุรเดชพยานโจทก์เบิกความว่านายสุรเดชกับจำเลยมีข้อตกลงกันว่า ก่อนถึงกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ นายสุรเดชมีสิทธินำที่ดินไปเสนอขายให้แก่ผู้ใดก็ได้และสามารถโอนที่ดินจากจำเลยไปยังผู้ซื้อคนหลังได้โดยไม่ต้องโอนมาเป็นชื่อของนายสุรเดชเสียก่อน ราคาที่เกินกว่าที่นายสุรเดชซื้อจากจำเลยให้เป็นส่วนกำไรของนายสุรเดช นายสุรเดชจึงให้นางพัชรินทร์ภริยาของนายสุรเดชนำที่ดินดังกล่าวเสนอขายต่อโจทก์ โจทก์ตกลงซื้อในราคาตารางวาละ 8,000 บาทนางพัชรินทร์เป็นผู้กำหนดให้โจทก์วางเงินมัดจำจำนวน2,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย

จ.1 นางพัชรินทร์เป็นผู้รับเงินมัดจำเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด ตามเอกสารหมาย ล.4 จากโจทก์และได้นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีของนายสุรเดชที่ธนาคารสหธนาคาร โจทก์รู้ว่านายสุรเดชได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 มาก่อนแล้ว นางวันเพ็ญ เจือแก้วพยานโจทก์เบิกความว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.1โจทก์พูดกับนางวันเพ็ญในขณะที่จะเซ็นสัญญาว่าราคานี้ซื้อจากนายสุรเดช โจทก์ทราบว่านายสุรเดชและจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงนี้มาก่อนแล้ว โจทก์เองก็เบิกความว่านายสุรเดชเป็นคนพาไปดูและชี้เขตที่ดิน โจทก์ต่อรองราคากับนายสุรเดชนายสุรเดชก็เบิกความว่า คู่ฉบับสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.1นายสุรเดชเป็นผู้เก็บพยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า

จำเลยไม่ได้รับเงินมัดจำจากโจทก์และที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ก็เพราะนายสุรเดชได้นำที่ดินซึ่งมีชื่อของจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ขายต่อให้แก่โจทก์โดยตรง เพื่อที่จะไม่ต้องโอนผ่านให้แก่นายสุรเดชก่อนซึ่งจะทำให้เสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเพียงครั้งเดียวระหว่างโจทก์กับจำเลยเท่านั้น และความข้อนี้โจทก์ก็ทราบเป็นอย่างดี อันถือได้ว่าการที่จำเลยแสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ในลักษณะเช่นนี้ จำเลยมิได้เจตนาต้องให้ผูกพันตนตามที่แสดงออกมาปรากฎตามสัญญาจะซื้อขาย การแสดงเจตนาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย และเมื่อจำเลยมิใช่เป็นผู้รับเงินมัดจำจากโจทก์ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จะต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

Result

พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์

Matter details

Panel of judges
ชลอ ทองแย้ม · ประสิทธิ์ แสนศิริ · ทวิช กำเนิดเพ็ชร์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3202/2559

แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ตั้งประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกันกับฟ้องเดิมที่รวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้หรือไม่ไว้ด้วย แต่เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร…

Supreme Court Judgment No. 598/2545

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ออกเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ต้องคืนเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่มีหนี้สิ…

Supreme Court Judgment No. 1360/2544

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. กับ ศ. มีสินสมรสคือ ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ต่อมา ป. ตาย ที่ดินจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ต่อมา ศ. โอนที่ดินให้จำเลย จำเลยได้ไปขอออกโฉนด ขอให้จำเลยแบ่งท…

Supreme Court Judgment No. 190/2540

จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันตามที่โจทก์ฟ้องคงมีข้อต่อสู้เฉพาะอุปกรณ์แห่งหนี้ว่าไม่ต้องรับผิดเท่านั้น จึงย่อมรับฟังตามคำรับของจำเลยโดยไม่ต้องอาศัยตราสารได้ว่า จำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันตามที่โจทก…

Supreme Court Judgment No. 2281/2539

จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์เนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติรายละเอียดจำเลยจะนำสืบและอ้างเอกสารส่งในชั้นพิจารณาคำให้การของจำเลยจึงมีประเด็นว่าที่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up