Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5206/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องและลงลายมือชื่อเป็นผู้ประกันตัวผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวน โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดหาหลักประกันเมื่อไม่มีกฎหมายบังคับว่าหลักประกันต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันแต่ผู้เดียว การที่จำเลยที่ 2 จัดหาหลักประกันเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยินยอมให้นำมาวางต่อโจทก์โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ มิได้แปลว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและทำสัญญาประกันในฐานะที่เป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเข้าทำสัญญาประกันในนามของจำเลยที่ 2 เองด้วย สัญญาประกันจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันต่อโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้โจทก์ในวันนัดส่งตัว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับได้นับแต่วันดังกล่าว แต่จะถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระเบี้ยปรับนับแต่วันนั้นหาได้ไม่ สัญญาประกันมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ดังกล่าวต่อกันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาชำระหนี้ก่อนหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานสอบสวน มีอำนาจหน้าที่สอบสวนและให้ประกันตัวผู้ต้องหาที่อยู่ในความควบคุมของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 82403 ไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวนายบุญยังหรือบุญช่วย พุฒสาคร ผู้ต้องหาซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันให้ไว้แก่โจทก์ สัญญาว่าถ้าจำเลยทั้งสองไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดจะยอมใช้เงิน 240,000 บาท โจทก์จึงปล่อยตัวผู้ต้องหาไป แต่เมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวในวันที่ 2 สิงหาคม 2542 จำเลยทั้งสองไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ อันเป็นการผิดสัญญา จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย

เพราะเหตุผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2542 ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 47,539.73 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 287,539.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 287,539.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 82403 ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ของจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.5 ไปยื่นคำร้องขอประกันตัวนายบุญยังหรือบุญช่วย พุฒสาคร ผู้ต้องหาซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจรต่อโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันให้ไว้แก่โจทก์ว่า ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้โจทก์ตามกำหนดนัด จำเลยที่ 2 ยินยอมใช้เงิน 240,000 บาท โดยวางโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันตามคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดที่โจทก์นัดในวันที่ 2 สิงหาคม 2542 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญาแล้ว ตามเอกสารหมาย

จ.6 และ จ.7 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาประกันต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 และมาตรา 114 การขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกันนั้นต้องประกอบด้วยผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวประการหนึ่ง และผู้ร้องขอประกันได้จัดหาหลักประกันมาอีกประการหนึ่ง คดีนี้ปรากฏชัดตามคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.3 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอประกันและลงลายมือชื่อเป็นผู้ประกันตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องจัดหาหลักประกัน

เมื่อไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าหลักประกันนั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันแต่ผู้เดียว การที่จำเลยที่ 2 จัดหาหลักประกันเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 82403 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยินยอมให้นำมาวางต่อโจทก์โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ หาได้แปลว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอประกันและทำสัญญาประกันในฐานะที่เป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 เท่านั้นไม่ แต่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเข้าทำสัญญาประกันในนามของจำเลยที่ 2 เองด้วย มิฉะนั้นจำเลยที่ 2 ก็ควรจะต้องระบุไว้ในคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.3 ด้วยว่าทำแทนจำเลยที่ 1 ดังนั้น สัญญาประกันจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เมื่อผิดสัญญาจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้โจทก์ในวันที่ 2 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นวันนัดส่งตัว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับได้นับแต่วันดังกล่าว แต่จะถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระเบี้ยปรับนับแต่วันนั้นหาได้ไม่ สัญญาประกันเอกสารหมาย จ.3 มิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ดังกล่าวต่อกันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ว่า โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2542 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงถือว่าผิดนัดตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2542 เป็นต้นไป

การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดนับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2542 ตามคำขอของโจทก์ จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยมากกว่าที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 240,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระนับแต่วันที่ 9 กันยายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ชัชลิต ละเอียด · บุญรอด ตันประเสริฐ · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 9029/2547

การขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกันนั้นต้องประกอบด้วยผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวประการหนึ่งกับผู้ร้องขอประกันได้จัดหาหลักประกันมาอีกประการหนึ่งตา…

Supreme Court Judgment No. 2680/2551

จำเลยทำสัญญาประกันผู้ต้องหากับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารโดยมีร้อยตำรวจเอก อ. เป็นผู้รับสัญญาเป็นตัวแทนคู่สัญญากับจำเลย ร้อยตำรวจเอก อ. จึงมิได้กระทำในฐานะส่วนตัว เมื่อจำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาแก…

Supreme Court Judgment, B.E. 2533 (ref. 57694)

ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้วหมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330,91 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2533 (ref. 57795)

ความว่า คดีนี้ นายสมศักดิ์วาณิชย์ปฏิยุทธ์ ได้ประกันตัวจำเลยที่ 2 ไว้ในระหว่างฎีกาบัดนี้ผู้ประกันมีความประสงค์ที่จะขายที่ดินซึ่งเป็นหลักทรัพย์ใช้ประกันตัวจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้อื่นจึงขอเปลี่ยนตัวผู้ประกั…

Supreme Court Judgment, B.E. 2533 (ref. 57607)

ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุ ยังไ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up