คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ศาลเดิมและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันให้จำคุกจำเลย ๖ เดือนฐานยักยอกตาม ม.๓๑๔ อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ ๖ มีนาคม ๒๔๗๘ วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๔๗๘
โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าได้ตกลงปราณีประนอมยอมความกัน ศาลสอบถามจำเลย ๆ ได้คัดค้านคำร้องนั้น ศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์ทับสัตย์ศาลเดิมโดยอาศัยข้อเท็จจริง เมื่อยังไม่ยื่นฎีกาก็นับว่าคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ถอนฟ้องไม่ได้ ในวันเดียวกับที่ศาลเดิมสั่งยกคำร้องนั้นเอง จำเลยยื่นฎีกาศาลเดิมสั่งว่าฎีกาต้องห้าม จำเลยร้องอุทธรณ์คำสั่ง แต่ศาลฎีกาคงยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๔๗๙
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องศาลอุทธรณ์ คงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยก็ยังมีโอกาศหาวิธีฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๑ ได้ในกำหนดอายุความฎีกา ฉะนั้นในระวาง ๑ เดือนนั้น จึงยังไม่เรียกว่าคดีถึงที่สุด ทั้งเทียบได้กับประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.๑๔๗ วรรค ๒
ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ขอถอนฟ้องคดีได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ม.๓๕ ตอน ๒ จึงให้ศาลเดิมรับคำร้องของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป