คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๐ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน ๓ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๐ เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค ๑
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ภายใน ๓ วัน เป็นการกำหนดเวลาที่ไม่สมควร เพราะการร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น กฎหมายกำหนดภายใน ๗ วัน ศาลชั้นต้นต้องสั่งให้จำเลยส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เกินกว่า ๗ วัน จึงจะเป็นการสมควรนั้น เห็นว่า การกำหนดเวลาให้จำเลยส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ นั้น เป็นการกำหนดเวลาเกี่ยวกับการดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น ซึ่งกำหนดเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลชั้นต้น กฎหมายมิได้จำกัดดุลพินิจของศาลชั้นต้นว่า จะต้องสั่งให้จำเลยส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์เกินกว่า ๗ วัน จึงจะเป็นการสมควรดังที่จำเลยฎีกา สำหรับคดีนี้
ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดเวลาโดยเหมาะสมแล้ว เมื่อจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖
Result
พิพากษายืน.