คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และ ๒ เดิมเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ ๑ โดยความยินยอมของจำเลยที่ ๒ ได้ขายที่พิพาทให้โจทก์ และโจทก์ได้วางมัดจำไว้แล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ ๑ และ ๒ ได้ตกลงหย่ากันและทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งที่พิพาทบางส่วนระหว่างกัน ส่วนที่พิพาทที่เหลือตกลงยกให้จำเลยที่ ๓, ๔, ๕ ซึ่งเป็นบุตร ศาลได้พิพากษาตามยอมแล้ว การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้ศาลเพิกถอนการให้และบังคับให้จำเลยโอนที่พิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การรับตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ถึง ๕ ต่อสู้ว่าไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์ คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้วย่อมมีผลผูกพันบุคคลภายนอกด้วย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่พิพาท จึงอยู่ในฐานะที่จะรับโอนและจดทะเบียนสิทธิที่พิพาทได้ก่อนผู้อื่น คำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและมีสิทธิดีกว่า จึงพิพากษาให้จำเลยโอนที่พิพาทให้โจทก์ ถ้าโอนให้ไม่ได้ให้คืนมัดจำและชำระเบี้ยปรับ จำเลยที่ ๓ ถึง ๕ อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๓ ถึง ๕ ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ ๑ และ ๒ ซึ่งเป็นสามีภริยาได้รู้เห็นยินยอมทำสัญญาขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ แต่แล้วจำเลยทั้งสองนี้กลับไปทำสัญญายอมความยกที่พิพาทให้แก่บุตรของตนเสีย ย่อมแสดงว่าไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ และเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์ซึ่งได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินรายนี้กับจำเลยที่ ๑-๒ ไว้ก่อนที่จำเลยทั้งสองนี้จะทำสัญญายอมความยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึง ๕ จึงอยู่ในฐานะที่จะได้รับโอนที่พิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๓ ถึง ๕
Result
จึงพิพากษายืน.