Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5376/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นผู้กระทำการแทนโจทก์ซึ่งเป็นจังหวัดโดยผลของกฎหมาย เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ลงลายมือชื่อแต่งให้ ส. อัยการผู้เชี่ยวชาญคดีแพ่ง เขต 8 เป็นทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วย่อมถือได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว ไม่ต้องแสดงสิทธิและหน้าที่ตลอดจนวัตถุประสงค์ของโจทก์ว่ามีอำนาจและขอบเขตการใช้อำนาจอย่างไร หรือต้องแสดงเอกสารสำคัญของอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของโจทก์มาในฟ้อง โจทก์ตระหนักดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองไม่สามารถที่จะทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาจ้างได้อย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนถึงเวลาครบกำหนดการทำงานตามสัญญาว่าจ้าง การที่โจทก์ทอดเวลาบอกเลิกสัญญาเป็นเวลาถึง 277 วัน เป็นการไม่พยายามบรรเทาความเสียหายลงไปบ้าง ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควร ทำให้จำนวนเบี้ยปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่โจทก์บอกเลิกสัญญาล่าช้าด้วย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เสียหายเพียงใด ที่โจทก์คิดค่าปรับวันละ 2,607 บาท เป็นเวลา 277 วัน เป็นเงิน 722,139 บาท จึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 383 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 Section 52 ป.วิ.พ. Section 55

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2535 (ที่ถูก พ.ศ.2534) มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ วันที่ 15 กันยายน 2541 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขุดลอกหนองน้ำป้าพิณ โครงการ พง 24029 ณ หมู่ที่ 6 ตำบลโคกเคียน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ในราคาค่าจ้าง 2,607,000 บาท กำหนดให้จำเลยที่ 1 เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญาและโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา

จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าปรับเป็นเงินวันละ 2,607 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา ตามสัญญาจำเลยที่ 1 ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุราษฎร์ธานีเป็นประกันไว้ 130,350 บาท โดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญา โจทก์มีสิทธิริบหลักประกันดังกล่าวได้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ลงมือทำงานไปเพียงเล็กน้อย ได้ผลงานร้อยละ 0.575 แล้วหยุดการทำงานพร้อมขนย้ายเครื่องจักรออกจากโครงการไป จนครบกำหนดสัญญาจำเลยที่ 1 ก็ทำงานไม่แล้วเสร็จ โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ขอสงวนสิทธิเรียกค่าปรับตามเงื่อนไขของสัญญาและเร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ทำงาน แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย

โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างได้แล้ว จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ได้รับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับเป็นเงินวันละ 2,607 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดในสัญญา คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 จนถึงวันบอกเลิกสัญญา วันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 รวม 277 วัน เป็นเงินค่าปรับ 722,139 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ชำระเงินค่าปรับตามสัญญาจำนวน 130,350 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจากธนาคารแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินค่าปรับ 591,789 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าปรับ 722,139 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2543 จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2544 เป็นเงิน 47,186 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 591,789 บาท นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2544 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 73,203.49 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 712,178.49 บาท จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในจำนวนเงินดังกล่าวต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 712,178.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 591,789 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 712,178.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 591,789 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 โดยเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นผู้กระทำการแทนโจทก์โดยผลของกฎหมาย เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาโดยนายวรสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาในขณะยื่นฟ้องคดีนี้ได้ลงลายมือชื่อแต่งให้นายสมศักดิ์

อัยการผู้เชี่ยวชาญคดีแพ่ง เขต 8 เป็นทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว หาจำต้องแสดงสิทธิและหน้าที่ตลอดจนวัตถุประสงค์ของโจทก์ว่ามีอำนาจและขอบเขตการใช้อำนาจอย่างไร หรือต้องแสดงเอกสารสำคัญของอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้เบี้ยปรับให้แก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.2 กำหนดให้จำเลยทั้งสองเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 และจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 แต่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือเร่งรัดตามสำเนาหนังสือ ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 เอกสารหมาย จ.5 และลงวันที่ 12 มกราคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.6 ให้จำเลยทั้งสองเข้าทำงานตามสัญญา โดยระบุในหนังสือว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ได้เข้าดำเนินการตามข้อกำหนดในสัญญาแต่ประการใด แสดงว่าเวลาผ่านไปเกือบครบกำหนดตามสัญญาว่าจ้างแล้ว จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ลงมือทำงานให้แก่โจทก์ และโจทก์ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี

ดังจะเห็นได้จากที่นายเมธา เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัสดุ สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดพังงาในขณะนั้นเบิกความว่า หลังจากที่โจทก์มีหนังสือเร่งรัดจำเลยทั้งสองไป 2 ครั้ง ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 แล้ว จำเลยทั้งสองได้ทำงานให้บ้างเล็กน้อย แต่ภายหลังได้ขนย้ายเครื่องจักรและคนงานออกจากพื้นที่การทำงานทั้งหมด จึงมีความเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่อาจทำตามสัญญาว่าจ้างได้อย่างแน่แท้ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งขอปรับจำเลยทั้งสองตามสัญญาว่าจ้างตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 เอกสารหมาย จ.7 แม้ในเวลาต่อมาโจทก์จะมีหนังสือเร่งรัดให้จำเลยทั้งสองกลับเข้าทำงานอีก ตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 เอกสารหมาย จ.8 และสำเนาหนังสือลงวันที่ 5 เมษายน 2542 เอกสารหมาย

จ.9 อันเป็นการให้โอกาสจำเลยทั้งสองอีกครั้ง แต่ก็ปรากฏว่ามีผลงานเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาที่ล่วงเลยมานานเช่นนี้ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงยินยอมเสียค่าปรับเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยทั้งสองตกลงที่จะเร่งรัดการทำงานให้แล้วเสร็จตามที่นายเมธาเบิกความถึงแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเห็นได้ว่าโจทก์ย่อมตระหนักดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองไม่สามารถที่จะทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้อย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนถึงเวลาครบกำหนดการทำงานตามสัญญาว่าจ้างเสียอีก

การทอดเวลาบอกเลิกสัญญาเป็นเวลาถึง 277 วัน ต้องนับว่าโจทก์ไม่พยายามบรรเทาความเสียหายลงไปบ้าง ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควร ทำให้จำนวนเบี้ยปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่โจทก์บอกเลิกสัญญาล่าช้าด้วย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เสียหายเพียงใด เป็นต้นว่า โจทก์ต้องทำสัญญาว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ในอัตราที่สูงขึ้นหรือไม่ หรือการไม่ดำเนินการขดลอกหนองน้ำป้าพิณทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อสาธารณชนอย่างไรบ้าง เช่นนี้ ที่โจทก์คิดค่าปรับวันละ 2,607 บาท เป็นเวลา 277 วัน เป็นเงิน 722,139 บาท จึงเป็นเบี้ยที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไม่ลดค่าปรับให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สมควรให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับแก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

Matter details

Panel of judges
อร่าม แย้มสอาด · อร่าม เสนามนตรี · พินิจ สายสอาด
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6662/2558

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา นั้น แม้จำเลยจะเข้าทำสัญญาซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดกับเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตาม แต่การทำสัญญาดังกล่าวเป…

Supreme Court Judgment No. 9523/2557

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ทำสัญญาซื้อขายทรัพย์จำนองกับจำเลยที่ 1 ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทำในฐานะเป็นผู้แทนธนาคาร ท. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิม เมื่อจำเลยที…

Supreme Court Judgment No. 2891/2548

จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์โดยมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ 3 ปี หลังจากนั้นโจทก์จึงจะมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ แต่ถ้าจำเลยผิดนัดเมื่อใดให้สิทธิโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยใ…

Supreme Court Judgment No. 6550/2547

การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนั้นมิได้มีข้อจำกัดตามกฎหมายว่าจะต้องมอบอำนาจให้ฟ้องบุคคลใดเป็นคดีเรื่องใดโดยเฉพาะเจาะจงเท่านั้น เมื่อหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนา…

Supreme Court Judgment No. 169/2546

สัญญากู้เงินระหว่างจำเลยผู้กู้กับโจทก์ผู้ให้กู้กำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยของหนี้เงินกู้ไว้แล้ว แม้ตามสัญญาจำนองจะระบุว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี แต่เมื่อสัญญาจำนอง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up