เนื้อความคำพิพากษา
ข้อเท็จจริงมีว่า โจทก์ให้จำเลยเช่าห้องสองห้อง จำเลยใช้ประกอบการค้า สัญญาเช่ามีหลักฐานเป็นหนังสือ สัญญาข้อ 9 มีใจความว่าถ้าจำเลยจะประกันอัคคีภัยสำหรับทรัพย์สินซึ่งอยู่ในที่เช่า จะต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรก่อน และต้องประกันตัวอาคาร โดยเสียเบี้ยประกันแทนโจทก์ด้วย สัญญาข้อ 12 มีความว่า ถ้าจำเลยผิดสัญญาข้อใด ยอมให้โจทก์เลิกสัญญานี้และให้ถือว่าสัญญาระงับทันที เมื่อครบอายุสัญญาแล้ว ทั้งสองฝ่ายคงปฏิบัติต่อกันตามเดิม ต่อมาจำเลยเอาทรัพย์สินในที่เช่าไปประกันอัคคีภัยโดยไม่ได้เอาห้องเช่าประกันด้วย โจทก์บอกเลิกการเช่าเป็นหนังสือต่อจำเลย แล้วจึงฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ชนะเต็มตามฟ้องจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
กรณีเป็นการทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 ข้อสัญญาอื่น ๆ ต้องเป็นไปตามสัญญาเช่าเดิม ฉะนั้น สัญญาข้อ 9 และ 12 ดังกล่าวจึงยังใช้บังคับจำเลยได้ อ้างฎีกาที่ 1448/2503ส่วนการเลิกสัญญาแม้จะถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 แล้วก็ตาม แต่ต้องถือว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาข้อ 12 แล้ว ซึ่งโจทก์มีสิทธิทำได้ตามข้อสัญญานั้น ฉะนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเมื่อสัญญาเช่าระงับไปเพราะการบอกเลิกแล้ว จำเลยขืนอยู่จึงเป็นละเมิดซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้พิพากษายืน