คำฟ้องและคำให้การ
ได้ความว่าที่ดินแลโรงเรือนรายพิพาทนี้เดิมเป็นของ ซ.บิดาโจทก์แลมารดาจำเลยเป็นบุตร ซ.ได้อยู่กับ ซ.ตลอดมา ภายหลังเจ้าพนักงานได้ออกโฉนดใส่ชื่อ ฮ.กับบิดาโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๗ บิดาโจทก์ตาย จำเลยได้ครอบครองที่รายพิพาทมาจนกระทั่งเวลานี้ ส่วนโจทก์ไปได้ภรรยาอยู่ที่อื่นก่อนบิดาโจทก์ตายบัดนี้โจทก์ไปขอประกาศรับมฤดกซึ่งเป็นเวลาภายหลังบิดาโจทก์ตายแล้ว ๙ ปี ที่หอทะเบียน จำเลยคัดค้าน โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยโดยอ้างว่าที่รายพิพาทนี้เป็นของบิดาโจทก์ จำเลยอาศัยบิดาโจทก์อยู่ ศาลล่างทั้ง ๒ พิพากษาให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาอ้างเป็นข้อกฎหมายขึ้นมา ๔ ข้อ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาโจทก์ในข้อ ๑-๒-๓ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแต่ในชั้นศาลล่าง จึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้อ ๔ เรื่องอาศัยที่ว่าเมื่อปรากฏว่าโจทก์มีกรรมสิทธิในที่ดินโดยชอบแล้ว โจทก์ไม่จำเป็นต้องสืบพฤตติการณ์ข้ออาศัยโดยตรง เพราะเป็นการสันนิษฐานได้ว่าจำเลยอยู่ในทางอาศัย เห็นว่าเมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยอยู่ในที่บิดาโจทก์โดยทางอาศัยก็เป็นน่าที่โจทก์ต้องนำสืบให้สม โจทก์จะสืบแต่เพียงว่าโฉนดมีชื่อบิดาโจทก์ ส่วนจำเลยไม่มีชื่ออยู่ในโฉนด จะให้ศาลสันนิษฐานว่า จำเลยได้อยู่กับบิดาโจทก์โดยทางอาศัยหาได้ไม่
Result
จึงพิพากษายืนตามศาลล่าง