คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งกฤษณาและชิ้นไม้กฤษณาน้ำหนักรวม 30 กิโลกรัม ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติและเป็นของป่าหวงห้ามในบริเวณป่าคลองหม้อแตก จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยมีชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวน 30 กิโลกรัม อันเป็นของป่าหวงห้ามดังกล่าว ซึ่งมีปริมาณเกินกว่าที่อนุญาตให้มีไว้ใช้สอยในครัวเรือน โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาน้ำหนักรวม 30 กิโลกรัม และขวาน 1 เล่ม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 16, 24, 27 (ที่ถูกน่าจะเป็นมาตรา 29)
พระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 29, 29 ทวิ, 71 ทวิ, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมายจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 มาตรา 16(2), 24 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 29 (ที่ถูก29 วรรคหนึ่ง), 29 ทวิ (ที่ถูก 29 ทวิ วรรคหนึ่ง), 71 ทวิ เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้และทรัพยากรธรรมชาติในเขตอุทยานแห่งชาติเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานยึดได้ชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวนถึง 30 กิโลกรัม เป็นของกลางซึ่งนับว่าเป็นของป่าหวงห้ามจำนวนมาก จำเลยเข้าไปเก็บหาและนำออกไปซึ่งชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจากเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการลักลอบเก็บหาของป่าหวงห้ามเพื่อนำเอาไปขายทำให้ป่าไม้ถูกทำลายและเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดความแห้งแล้งผืนดินพังทลาย
ลำน้ำตื้นเขินหรือเกิดอุทกภัย และเป็นการทำลายเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยรวมสองกระทงจำคุก 9 เดือน โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นอนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่ริบขวานของกลางนั้น เห็นว่า
โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยใช้ขวานของกลางดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น ขวานของกลางดังกล่าวจึงต้องริบตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 74 ทวิและพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 29 แม้ปัญหาในเรื่องศาลชั้นต้นไม่ริบทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติให้ริบโดยเด็ดขาดจะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้ริบทรัพย์ดังกล่าวนี้ได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย"
Result
พิพากษายืน และให้ริบขวานของกลางด้วย