Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5583/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239 และ 240 มีเจตนารมณ์เพื่อจะจัดระเบียบและกำกับดูแลตลาดทุน ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ความผิดทั้งสองฐานนี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่จะดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเปิดบัญชีเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมได้ ก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ได้ค่าตอบแทนจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายตามมูลค่าหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส มีหน้าที่ดูแลให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่ผู้ลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่การตลาดจึงเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ลงทุนและใกล้ชิดข้อมูลของหลักทรัพย์ ต้องติดต่อและให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่ผู้ลงทุน คำปรึกษาและคำแนะนำดังกล่าวย่อมมีอิทธิพลต่อผู้ลงทุนที่จะตัดสินใจซื้อขายหรือไม่ซื้อขายหลักทรัพย์ใดในปริมาณเท่าใด ยิ่งผู้ลงทุนตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์มากย่อมทำให้มีมูลค่าการซื้อขายมาก ส่งผลให้จำเลยที่ 1 ได้ค่าตอบแทนมาก การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จึงมีผลโดยตรงต่อกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงถือเป็นผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตรา 239 การที่จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 ว่า ให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ซื้อหุ้นเอฟและหุ้นอาร์เนื่องจาก ส. จะมาไล่ราคาให้สูงขึ้น ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการสำนักงานบริการด้านหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ก็เดินไปเดินมาทักทายแนะนำลูกค้าให้ซื้อหุ้นทั้งสองตัวดังกล่าวในลักษณะสนับสนุนคำพูดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานแพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า หลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง ตามมาตรา 239 การที่บุคคลใดจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 จะต้องปรากฏว่าบุคคลนั้นเป็นบริษัทหลักทรัพย์ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ และบุคคลนั้นต้องแพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง และข้อเท็จจริงนั้นต้องมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์แล้วด้วย ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า "แพร่ข่าว" ไว้ หมายความว่า "กระจายข่าวออกไป" ซึ่งมีความหมายทำนองว่า เป็นการทำให้บุคคลโดยทั่วไปในวงกว้างที่ต่างๆ ได้ทราบข่าวนั้นในเวลาเดียวกัน การที่จำเลยที่ 2 พูดกับผู้เสียหายที่ 1 ต่อหน้าจำเลยที่ 3 ที่สำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 ว่า วันนี้ให้ซื้อหุ้นเอฟและหุ้นอาร์ เนื่องจาก ส. จะมาไล่ราคาหุ้นทั้งสองตัวนี้ที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 ราคาหุ้นก็จะสูงขึ้น แล้วให้เทขายหุ้นทั้งหมดในวันต่อมา โดยมีจำเลยที่ 3 พูดสนับสนุนให้ซื้อ ลักษณะการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวมิใช่เป็นการกระจายข่าวออกไป ซึ่งจะทำให้บุคคลโดยทั่วไปในวงกว้างที่ต่างๆ ได้ทราบข่าวในเวลาเดียวกัน อันเป็นความหมายของการแพร่ข่าวที่เป็นองค์ประกอบความผิดในมาตรา 239 การที่จำเลยที่ 2 แพร่ข่าวดังกล่าวอย่างเปิดเผยด้วยเครื่องขยายเสียง โดยมีเจตนาที่จะให้ลูกค้าทุกคนที่อยู่ในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 และในงานเลี้ยงที่โรงแรมซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดในวันต่อมา ได้รับฟังการแพร่ข่าวอย่างชัดเจนทั่วถึง โดยมีกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ไปร่วมงานด้วย ถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 เพราะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมตกได้แก่จำเลยที่ 1 โดยตรง คดีจึงฟังว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 Section 239 พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 Section 296

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 240, 296

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายกิมชุน ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง จำคุกคนละ 5 ปี (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ โจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิด 3 กระทง รวมจำคุก 3 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กระทงอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครและได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส ส่วนการตลาด 4 ฝ่ายการตลาดในประเทศ และจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการสำนักงานบริการด้านหลักทรัพย์ศรีราชาของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่กรรมการหรือผู้แทนของจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 11 และที่ 13 เปิดบัญชีกับจำเลยที่ 1 สาขาศรีราชาเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์หรือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

สำหรับความผิดร่วมกันฐานแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลงตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 240 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาดังกล่าว ความผิดฐานนี้เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239 และ 240 มีเจตนารมณ์เพื่อจัดระเบียบและกำกับดูแลตลาดทุน ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ความผิดทั้งสองฐานนี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่จะดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย

ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมได้ ก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วม มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 สำหรับข้อหาในกระทงที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจหรือมีตำแหน่งบริหารของจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ จึงไม่ใช่บุคคลที่ต้องรับผิดตามมาตรา 239 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

พ.ศ.2535 นั้น ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ได้ค่าตอบแทนจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายที่คิดตามมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส มีหน้าที่ดูแลให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่ผู้ลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่การตลาดจึงเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ลงทุนและใกล้ชิดข้อมูลของหลักทรัพย์ ต้องติดต่อและให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่ผู้ลงทุนคำปรึกษาและคำแนะนำดังกล่าวย่อมมีอิทธิพลต่อผู้ลงทุนที่จะตัดสินใจซื้อขายหรือไม่ซื้อขายหลักทรัพย์ใดในปริมาณเท่าใด

ยิ่งผู้ลงทุนตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์มากย่อมทำให้มีมูลค่าการซื้อขายมาก ส่งผลให้จำเลยที่ 1 ได้ค่าตอบแทนมาก การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จึงมีผลโดยตรงต่อกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงถือเป็นผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตรา 239 ที่จะต้องปฏิบัติงานโดยยึดมั่นในจรรยาบรรณ คำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้า ไม่ให้คำแนะนำหรือข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการลงทุน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 สำหรับความผิดกระทงที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวม 3 กระทงแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดกระทงที่ 4 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 และกระทงที่ 5 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่บุคคลใดจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 จะต้องปรากฏว่าบุคคลนั้นเป็นบริษัทหลักทรัพย์ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ และบุคคลนั้นต้องแพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง และข้อเท็จจริงนั้นต้องมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์แล้วด้วย ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า "แพร่ข่าว" ไว้ หมายความว่า "กระจายข่าวออกไป" ซึ่งมีความหมายทำนองว่า เป็นการทำให้บุคคลโดยทั่วไปในวงกว้างที่ต่าง

ๆ ได้ทราบข่าวนั้นในเวลาเดียวกัน การแพร่ข่าวตามมาตรา 239 ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นเพียงการบอกกล่าวข้อความเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฎีกาว่า ในวันที่ 10 และ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ได้พูดโทรศัพท์จากกรุงเทพมหานครมาที่สำนักงานสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 โดยผ่านเครื่องขยายเสียงของสำนักงานเพื่อให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในสำนักงาน สาขาศรีราชา ได้ยินโดยจำเลยที่ 2 พูดทำนองว่า หลักทรัพย์ที่ปรากฏในคำฟ้องจะมีราคาสูงขึ้น อันเป็นความผิดตามฟ้องแล้ว โจทก์มีโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานเมื่อวันที่ 1 และ 12 กันยายน วันที่ 11 และ 21 พฤศจิกายน 2537 ว่า โจทก์ร่วมเปิดบัญชีกับจำเลยที่ 1 อีก 2 บัญชีในนามของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ร่วม โดยผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 มอบหมายให้โจทก์ร่วมซื้อขายหลักทรัพย์แทน แต่จำเลยที่ 2 รับปากกับโจทก์ร่วมว่าจะช่วยดูแลบัญชีของผู้เสียหายที่ 2 ให้แทน

จำเลยที่ 2 มีอำนาจซื้อขายหลักทรัพย์ได้เลย สำนักงานสาขาศรีราชามีห้องค้าหลักทรัพย์อยู่ตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 4 ในการซื้อขายหลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมจะไปซื้อขายที่ห้อง วี.ไอ.พี. ชั้น 4 ภายในห้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ลำโพงขยายเสียงติดตั้งอยู่สำหรับเวลามีคนให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นต่างๆ การวิเคราะห์หุ้นจะวิเคราะห์หุ้นทั่วไปทุกตัว ไม่เจาะจงหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง โดยเสียงจากลำโพงที่มีอยู่ทุกชั้นจะได้ยินถึงชั้นล่าง โจทก์ร่วมจะเข้าไปที่สำนักงานสาขาศรีราชาอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่ซื้อขายหุ้นก็จะอาศัยข้อมูลของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และข้อมูลที่ปรากฏในคอมพิวเตอร์ โจทก์ร่วมเคยได้ยินชื่อของจำเลยที่ 2 มาก่อนว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้วิเคราะห์หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่สำนักงานใหญ่ และมีการถ่ายทอดเสียงของจำเลยที่ 2 มาที่ห้องค้าหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่สาขาศรีราชาให้ลูกค้าฟังด้วย

ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้พาโจทก์ร่วมไปเยี่ยมจำเลยที่ 2 ที่นอนป่วยที่โรงพยาบาลและแนะนำให้โจทก์ร่วมรู้จักเพื่อให้โจทก์ร่วมเล่นหุ้นได้กำไรมากขึ้น และโจทก์ร่วมได้ขอขยายวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์ 3 บัญชี เป็นบัญชีละ 10,000,000 บาท ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ได้ปรึกษากันว่าราคาหุ้นของบริษัทเฟิสท์ซิตี้ อินเวสเม้นท์ (มหาชน) (หุ้นเอฟ ซี ไอ หรือหุ้นฟ้าใส) และบริษัทรัตนการเคหะ จำกัด (หุ้นอาร์ อาร์) ที่โจทก์ร่วมกับพวกซื้อไว้มีราคาลดลงทุกวัน ต่างเกรงว่าจะถูกหลอก จึงตกลงกันว่าให้โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมกับพวกจึงพากันไปที่ห้อง วี.ไอ.พี. ที่ชั้น 4 ของสำนักงานสาขาศรีราชา และโทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ที่บริษัทจำเลยที่ 1 สำนักงานใหญ่

กรุงเทพมหานคร โดยผู้เสียหายที่ 8 เป็นคนพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 2 ขณะพูดกันมีการนำเสียงพูดของคนทั้งสองผ่านเครื่องขยายเสียงในสำนักงานสาขา ทำให้โจทก์ร่วมกับพวกได้ยินการสนทนาด้วย ผู้เสียหายที่ 8 ได้ถามจำเลยที่ 2 ว่า ทำไมหุ้นจึงลดลงมาก จำเลยที่ 2 ก็บอกว่าไม่ต้องตกใจ เสี่ยสองหรือนายสอง กำลังเก็บของอยู่ ไม่ต้องขาย ราคานี้ยังซื้อเข้ามาได้ โจทก์ร่วมเข้าใจว่านายสองกำลังไล่ซื้อหุ้นทั้งสองตัวอยู่และราคาหุ้นจะขึ้นตามที่จำเลยที่ 2 บอก จำเลยที่ 2 ไม่ได้พูดว่านายสองจะมาปั่นหุ้น แต่โจทก์ร่วมเข้าใจว่าคำว่ามาไล่หุ้นก็คือมาปั่นหุ้น หมายถึงมาทำราคาหุ้นให้สูงขึ้น โจทก์ร่วมคิดว่าถ้านายสองซื้อหุ้นทั้งสองตัว ราคาหุ้นจะสูงขึ้น

เพราะนายสองซื้อหุ้นตัวไหนก็จะมีราคาสูงขึ้น โจทก์ร่วมไม่รู้จักนายสองเป็นการส่วนตัว เพียงได้ยินแต่ชื่อ ก่อนเกิดเหตุมีการพูดคุยกันระหว่างผู้ซื้อหุ้นในห้องค้าหลักทรัพย์เกี่ยวกับเรื่องของนายสอง ทำให้มีการซื้อหุ้นตามนายสองด้วย ราคาหุ้นขึ้นลงขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการและปริมาณการซื้อขาย ก่อนเกิดเหตุหากมีปริมาณการซื้อขายมากก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านายสองซื้อหุ้นตัวนั้น และจำเลยที่ 2 เคยบอกว่านายสองจะมาซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ แต่ไม่ได้บอกว่าวันไหน โจทก์ร่วมรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง ในวันนั้นโจทก์ร่วมได้สั่งซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ เพิ่มเติมอีกจำนวน 10,000 หุ้น ผ่านบัญชีของโจทก์ร่วมที่ทำไว้กับบริษัทหลักทรัพย์อื่น

ต่อมาในวันที่ 12 และ 13 พฤศจิกายน 2535 โจทก์ร่วมกับพวกที่เล่นหุ้นด้วยกันได้ไปที่สำนักงานสาขาศรีราชา ผู้เสียหายที่ 8 ได้โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ที่บริษัทจำเลยที่ 1 สำนักงานใหญ่และมีการนำเสียงพูดของคนทั้งสองผ่านเครื่องขยายเสียงในสำนักงาน โดยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 โจทก์ร่วมเป็นคนพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 2 เอง ส่วนในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 ผู้เสียหายที่ 8 เป็นคนพูดกับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังยืนยันว่าหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ จะมีราคาสูงขึ้น ให้เก็บหุ้นทั้งสองตัวเอาไว้ก่อน หลังจากนั้นราคาหุ้นทั้งสองตัวลดลงโดยตลอด จนหุ้นเอฟ ซี ไอ มีราคาต่ำสุดหุ้นละ 40 บาท และหุ้นอาร์ อาร์ มีราคาลดลงเหลือหุ้นละ 128 บาท

จำเลยที่ 1 ได้บังคับขายหุ้นของโจทก์ร่วมเพื่อนำเงินมาชำระค่าหุ้น แต่โจทก์ร่วมยังคงค้างชำระเงินค่าหุ้นต่อจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมยังได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 อีกว่า ในวันที่ 6, 7, 9, 10 และ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ได้พูดกับโจทก์ร่วมทุกครั้งว่าให้ซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ เพราะนายสองจะมาไล่ซื้อหุ้นดังกล่าว

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในกระทงที่ 4 และที่ 5 เพียงปากเดียว ไม่มีพยานบุคคลอื่นสนับสนุน โจทก์ร่วมเบิกความอ้างถึงว่า ผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 เป็นผู้ที่ได้รับทราบการแพร่ข่าวของจำเลยที่ 2 ในความผิดกระทงที่ 4 และที่ 5 ด้วย แต่กลับปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสี่รวมทั้งพยานโจทก์ปากอื่นๆ ไม่ได้เบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในทั้งสองกระทงนี้เลย ทั้งเมื่อพิจารณาคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 4 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 12 กับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 4 และที่ 7 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 10394/2536 ระหว่าง บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย จำกัด

โจทก์ นายสุชัย จำเลย ของศาลชั้นต้นและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 13 และที่ 11 ก็ไม่ได้ให้การและเบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในทั้งสองกระทงนี้ด้วยแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีหนังสือแจ้งความร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 13 ที่ร้องทุกข์เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีนี้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเป็นพยานสนับสนุนก็ตาม แต่ก็เป็นการแจ้งความเกี่ยวกับการกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 9 พฤศจิกายน 2535 อันเป็นความผิดในกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงการกระทำความผิดในกระทงที่ 4 และที่ 5 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 และ 13 พฤศจิกายน 2535 ด้วยเลย

จากที่วินิจฉัยมาตามลำดับ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่อาจฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในกระทงที่ 4 และที่ 5 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดกระทงที่ 4 และที่ 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องทั้งห้ากระทงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ได้พูดกับโจทก์ร่วมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่นายสอง จะมาไล่ราคาหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ จำเลยที่ 3 ได้พูดสนับสนุนให้ซื้อหุ้นทั้งสองตัว ขณะจำเลยที่ 2 ได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียง

จำเลยที่ 3 ก็พูดกับบรรดาผู้เสียหายให้ซื้อหุ้นดังกล่าว และในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 แพร่ข่าวในงานเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ให้ลูกค้าทราบด้วย ส่วนในวันที่ 10 และ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 ได้ให้ลูกค้าพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 2 และกระจายเสียงให้ลูกค้าคนอื่นๆ ที่อยู่ได้ทราบด้วย ทั้งที่นายสองมิใช่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการสาขาย่อมต้องทราบข้อมูลนี้ดี แต่ไม่พูดห้ามปรามลูกค้าว่านายสองไม่เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 และหุ้นทั้งสองตัวเป็นหุ้นไม่มีพื้นฐาน กลับสนับสนุนคำพูดของจำเลยที่ 2 ว่าน่าเชื่อถือ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดกระทงที่ 3 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 ด้วย

แม้โจทก์จะสรุปในตอนท้ายว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตามฟ้องก็ตาม ถือได้ว่าฎีกาของโจทก์มิได้กล่าวถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 สำหรับความผิดกระทงที่ 3 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 ไว้โดยชัดแจ้ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดกระทงที่ 3 นอกจากนี้เมื่อคดีฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดในกระทงที่ 4 และที่ 5 ในวันที่ 10 และ 13 พฤศจิกายน 2535 คดีจึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในทั้งสองกระทงนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับความผิดกระทงที่ 4 และที่ 5 นั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนความผิดของจำเลยที่ 3 ในกระทงที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 6 และ 7 พฤศจิกายน 2535 นั้น โจทก์มีโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 เป็นพยาน โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 มาที่สำนักงานสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 ได้พบกับโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 พูดกับโจทก์ร่วมต่อหน้าจำเลยที่ 3 ว่า ในวันนี้ให้ซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ เนื่องจากนายสองจะมาไล่ราคาหุ้นทั้งสองตัวนี้ที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 ราคาหุ้นทั้งสองตัวก็จะสูงขึ้น แล้วให้เทขายหุ้นให้หมดในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 เพราะหลังจากวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 รัฐบาลก็จะจับนายสอง โจทก์ร่วมเคยได้ยินกิตติศัพท์ของนายสองว่าหากนายสองซื้อหุ้นตัวไหนแล้ว

หุ้นตัวนั้นจะมีราคาสูงขึ้น จำเลยที่ 3 พูดสนับสนุนให้ซื้อหุ้นทั้งสองตัว และพูดอีกว่าเมื่อคืนนี้นายสองได้มาที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ลักษณะการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมมิใช่เป็นการกระจายข่าวออกไป ซึ่งจะทำให้บุคคลโดยทั่วไปในวงกว้างที่ต่างๆ ได้ทราบข่าวนั้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นความหมายของการแพร่ข่าวที่เป็นองค์ประกอบของความผิดในมาตรา 239 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 แต่เป็นเพียงการบอกกล่าวเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนนี้ไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว และโจทก์ร่วมเบิกความอีกว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เวลาหลังเที่ยง

จำเลยที่ 3 ยังได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียงให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในสำนักงานสาขาศรีราชาได้ยินว่าจำเลยที่ 2 เป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 พูดเป็นคนต่อมาว่าให้ลูกค้าซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ เพราะนายสองจะมาไล่หุ้นทั้งสองตัว หุ้นมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น ระหว่างนั้นจำเลยที่ 3 เดินไปเดินมาทักทายแนะนำลูกค้าว่าซื้อหรือยัง โจทก์ร่วมเข้าใจว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นการสนับสนุนคำพูดชักชวนของจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 9 เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 9 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 ผู้เสียหายที่ 9 ไปที่สำนักงานสาขาศรีราชา จำเลยที่ 2 ได้พูดผ่านไมโครโฟน

แนะนำลูกค้าให้ซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ ราคาหุ้นจะสูงขึ้น เนื่องจากมีลูกค้ารายใหญ่หมายถึงนายสองกำลังไล่ราคาหุ้นตัวนี้ วันนั้นผู้เสียหายที่ 9 ตกลงซื้อ จำเลยที่ 3 ก็พูดแนะนำลูกค้าทั่วไปว่าหุ้นตัวนี้ซื้อได้ ราคาจะพุ่งขึ้นอีก เนื่องจากมีนายสองมาปั่นราคา หมายถึงเป็นการกระทำให้หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และได้ความตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 9 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 ที่จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงนั้น จำเลยที่ 3 ก็อยู่ในสำนักงานสาขาศรีราชาตลอดเวลา จำเลยที่ 3 ได้คุยกับลูกค้าในลักษณะสนับสนุนคำพูดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 พูดกับผู้เสียหายที่ 9 ว่านายสองได้ไปเปิดบัญชีที่จำเลยที่ 1 ซื้อหุ้นเอฟ

ซี ไอ ซึ่งในความหมายนั้นหมายความว่า นายสองจะมาไล่ราคา ให้ซื้อตาม ผู้เสียหายที่ 10 เบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 10 มีอาชีพแพทย์ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 10 ไปที่สำนักงานสาขาศรีราชา เนื่องจากทราบจากพนักงานของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 มาจากสำนักงานใหญ่ ผู้เสียหายที่ 10 จึงไปที่สำนักงานสาขาศรีราชาเพื่อฟังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 พูดโฆษณาชวนเชื่อผ่านเครื่องขยายเสียงว่า ให้ลูกค้าซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ เพราะนายสองจะมาซื้อหุ้นดังกล่าว นายสองจะมาไล่ราคาจากราคาหุ้นละ 150 บาท จะขึ้นไปเป็นหุ้นละ 200 บาท จำเลยที่ 3 ได้พูดสนับสนุนว่า

จำเลยที่ 2 เป็นนักวิเคราะห์หุ้น คำพูดของจำเลยที่ 2 น่าเชื่อถือ ผู้เสียหายที่ 7 เบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 7 รับราชการเป็นแพทย์ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 ตอนเช้า จำเลยที่ 2 ได้พูดผ่านไมโครโฟนที่สำนักงานสาขาศรีราชาให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทราบว่าให้ลูกค้าเล่นหุ้นเอฟ ซี ไอ อย่าขาย เพราะราคาจะขึ้นถึงหุ้นละ 200 บาท ในคืนนั้นเป็นวันลอยกระทง จำเลยที่ 1 ได้จัดงานเลี้ยงประจำปีที่โรงแรมซิตี้ศรีราชา จำเลยที่ 2 ได้แนะนำหุ้นเอฟ ซี ไอ อีก และจำเลยที่ 2 ได้ตอบคำถามบนเวทีว่าให้ถือหุ้นดังกล่าวไว้ เพราะจะมีคนปั่นราคาหุ้นให้ถึง 200 บาท ต่อหุ้น ระหว่างจำเลยที่ 2 วิเคราะห์หุ้นนั้น จำเลยที่ 3 ที่ไปร่วมงานด้วย แต่ไม่เคยห้ามปราม และผู้เสียหายที่ 8 เบิกความว่า

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 8 เป็นแพทยประจำโรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้จัดงานเลี้ยงประจำปีที่โรงแรมซิตี้ศรีราชา ผู้เสียหายที่ 8 และลูกค้าคนอื่นๆ รวมประมาณ 100 คน รวมทั้งจำเลยที่ 3 ไปร่วมงานด้วย จำเลยที่ 2 ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับหุ้นที่น่าซื้อว่าให้จับตาหุ้นเอฟ ซี ไอ เพราะมีข่าวดีจากวงในว่าให้ซื้อได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ลงจากเวที ผู้เสียหายที่ 8 กับพวกเข้าไปสอบถามว่าข่าวดีคืออะไร จำเลยที่ 2 ก็บอกว่าจะมีการทำราคาหุ้นดังกล่าวถึงหุ้นละ 200 บาท จำเลยที่ 2 บอกว่านายสองเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับจำเลยที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร และนายสองจะปั่นหุ้นให้สูงถึงหุ้นละ 200 บาท

ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดในกระทงที่ 1 และที่ 2 เกิดขึ้นที่สำนักงานสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 เฉพาะกระทงที่ 2 ยังเกิดเหตุเวลากลางคืนที่โรงแรมซิตี้ศรีราชาในงานเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ด้วย ในฐานะที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการสาขา จำเลยที่ 3 มีอำนาจที่จะจัดการไม่ให้มีการถ่ายทอดเสียงของจำเลยที่ 2 ไปทั่วสำนักงานในวันที่ 6 และ 7 พฤศจิกายน 2535 ได้ แต่จำเลยที่ 3 ก็กลับไม่ได้ทำเช่นนั้น แม้ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จะเป็นวันหยุดทำการของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 7 เบิกความว่า ในวันดังกล่าวได้ไปฟังการพูดของจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานสาขาศรีราชา แสดงว่าจำเลยที่ 3 ได้เปิดสำนักงานให้จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงให้ลูกค้าฟังเป็นกรณีพิเศษ และการที่จำเลยที่ 1 จัดงานเลี้ยงในเวลากลางคืนของวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาก็ต้องรับผิดชอบในเหตุที่เกิดขึ้นในงานด้วย

เพราะเป็นการจัดงานในพื้นที่ที่สาขาศรีราชารับผิดชอบ เชื่อว่า จำเลยที่ 3 ย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าจำเลยที่ 2 จะพูดอย่างใด รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับนายสองด้วย เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้พูดเรื่องดังกล่าวที่สำนักงานสาขาศรีราชาตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 มาแล้ว นอกจากนี้ขณะที่จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เดินไปเดินมาทักทายแนะนำลูกค้าว่าซื้อหรือยัง หุ้นตัวนี้ซื้อได้ ราคาจะพุ่งขึ้นอีก เนื่องจากมีนายสองมาปั่นราคา การที่จำเลยที่ 3 พูดสนับสนุนว่าจำเลยที่ 2 เป็นนักวิเคราะห์หุ้น คำพูดของจำเลยที่ 2 น่าเชื่อถือก็ดี ตลอดจนการที่จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ก็ดี

ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจ และมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในวันที่ 6 และ 7 พฤศจิกายน 2535 พยานหลักฐานต่างๆ ที่วินิจฉัยตามลำดับประกอบกันโดยตลอดแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำผิดในความผิดกระทงที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 6 และ 7 พฤศจิกายน 2535 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดทั้งห้ากระทงตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องที่สำนักงานสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 โดยเปิดเผย เป็นการจัดการแสดงความเคลื่อนไหวของราคาและข้อมูลเกี่ยวกับหลักทรัพย์เพื่อให้บริการลูกค้า ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการอย่างหนึ่ง

ส่วนการกระทำความผิดในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 แม้เหตุเกิดขึ้นในงานเลี้ยงที่โรงแรมซิตี้ศรีราชา แต่เป็นงานเลี้ยงที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัด โดยปรากฏว่ามีกรรมการของจำเลยที่ 1 มาร่วมงานด้วย จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 1 ก็ได้ประโยชน์จากการที่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 สั่งซื้อหลักทรัพย์ผ่านจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือว่าได้กระทำแทนจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดในความผิดกระทงที่ 4 และที่ 5 ตามฟ้อง ถือว่าไม่มีกรรมการหรือพนักงานหรือเจ้าหน้าที่หรือผู้แทนของจำเลยที่ 1 คนใดกระทำความผิดในทั้งสองกระทงแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดในกระทงที่ 4 และที่ 5 แต่เมื่อคดีฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในความผิดกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 3 กระทำความผิดในความผิดกระทงที่ 1 และที่ 2 แล้ว

คดีคงมีปัญหาในชั้นฎีกาเพียงว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ ในปัญหานี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความผิดทั้งสามกระทงนี้เกิดขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส ส่วนการตลาด 4 ฝ่ายการตลาดในประเทศของจำเลยที่ 1 ทั้งความผิดในวันที่ 6, 7 และ 9 พฤศจิกายน 2535 เกิดจากจำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงของสำนักงานสาขาศรีราชาให้ลูกค้าที่อยู่ในสำนักงานสาขาศรีราชาได้รับฟัง ถือว่าเหตุเกิดในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 โดยใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงานของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 แพร่ข่าวอย่างเปิดเผยด้วยเครื่องขยายเสียง โดยมีเจตนาที่จะให้ลูกค้าทุกคนที่อยู่ในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 ได้รับฟังการแพร่ข่าวอย่างชัดเจนทั่วถึง

มีการกระทำความผิดซ้ำหลายครั้งหลายวันอย่างต่อเนื่องแม้ในความผิดกระทงที่ 2 ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ฟังในงานเลี้ยงที่โรงแรมซิตี้ศรีราชา มิได้เกิดขึ้นในสำนักงานของจำเลยที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่เมื่องานเลี้ยงจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดขึ้น ถือว่าเหตุเกิดในงานเลี้ยงที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ อีกทั้งยังปรากฏว่ากรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ไปร่วมงานด้วย แต่ก็ไม่ได้มีการห้ามปราม กลับปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังกระทำผิดซ้ำอีกในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 ไม่น่าเชื่อว่ากรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จะไม่รู้เห็นถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดจนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในความผิดกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมตกได้แก่จำเลยที่ 1 โดยตรง จึงต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 คดีจึงฟังว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เนื่องจากตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 296 ได้บัญญัติบทลงโทษของความผิดตามมาตรา 239 ไว้ว่า ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับเป็นเงินไม่เกินสองเท่าของผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นๆ ได้รับไว้ หรือพึงจะได้รับเพราะการกระทำฝ่าฝืนดังกล่าว แต่ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงโทษปรับเท่านั้น คดีจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่า ผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับ หรือพึงจะได้รับเพราะการกระทำผิดทั้งสามกระทงมีเพียงใด ปัญหานี้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าในวันที่ 6, 7 และ 9 พฤศจิกายน 2535 ที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด

ลูกค้าของจำเลยที่ 1 สั่งซื้อและสั่งขายหุ้นอาร์ อาร์ ผ่านจำเลยที่ 1 มีจำนวนเท่าใด และผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไว้ หรือพึงจะได้รับเพราะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 มีเพียงใด ยังฟังไม่ได้ว่าผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไว้ หรือพึงจะได้รับในกรณีดังกล่าวมีจำนวนเพียงใดแน่ โจทก์คงมีแต่นายเสกสรร ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม เบิกความเป็นพยานว่า พยานได้ตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายหุ้น เอฟ ซี ไอ ตามที่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 สั่งซื้อและสั่งขายผ่านจำเลยที่ 1 สาขาศรีราชา ในระหว่างวันที่ 6 ถึง 13 พฤศจิกายน 2535 ปรากฏตามเอกสาร

ความว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 7,520,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 2,730,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,250,000 บาท วันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 19,440,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 2,850,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,290,000 บาท วันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 18,130,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 3,900,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,030,000 บาท วันที่ 11 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 8,290,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 4,780,000 บาท รวมเป็นเงิน 13,070,000 บาท วันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 15,090,000 บาท

รายการขายเป็นเงิน 9,140,000 บาท รวมเป็นเงิน 24,230,000 บาท และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 5,840,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 8,410,000 บาท รวมเป็นเงิน 14,250,000 บาท รวมมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหกวันเป็นเงินทั้งสิ้น 106,120,000 บาท และได้ความจากนายจีรวัฒน์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 1 ว่า ในการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์นั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กำหนดให้บริษัทหลักทรัพย์มีสิทธิได้ผลตอบแทนจากการซื้อขายหลักทรัพย์แทนลูกค้า คิดเป็นค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดเงินซื้อขายหลักทรัพย์ ดังนั้นในการที่จำเลยที่ 1 ซื้อขายหลักทรัพย์เอฟ

ซี ไอ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำนวนเงิน 10,250,000 บาท จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้ค่าธรรมเนียมหรือผลประโยชน์เป็นเงิน 51,250 บาท แต่โจทก์ก็ไม่สามารถนำสืบแยกให้ฟังได้ว่า ยอดมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์จำนวน 10,250,000 บาท และผลประโยชน์จำนวน 51,250 บาท เป็นผลจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เป็นจำนวนเท่าใด และยอดมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์และผลประโยชน์ที่มิได้เป็นผลจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสาม กล่าวคือ ลูกค้าของจำเลยที่ 1 สาขาศรีราชา ได้ทำการซื้อขายหลักทรัพย์โดยมิได้เกิดจากการรับฟังการแพร่ข่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำนวนเท่าใด เพราะกรณีเป็นไปได้ที่การซื้อขายหลักทรัพย์บางรายการลูกค้าอาจซื้อขายหลักทรัพย์โดยที่ไม่ได้ฟังการแพร่ข่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันดังกล่าวก็ได้

เช่นเดียวกับยอดมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 จำนวนเงิน 22,290,000 บาท จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้ค่าธรรมเนียมหรือผลประโยชน์เป็นเงิน 111,450 บาท นั้น มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์และค่าธรรมเนียมหรือผลประโยชน์บางส่วนอาจเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในวันที่ 6 หรือวันที่ 7 หรือวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 และบางส่วนลูกค้าทำการซื้อขายโดยไม่ได้ทราบการแพร่ข่าวของจำเลยทั้งสามก็ได้ แม้ว่ายอดมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จะไม่มีปรากฏก็ตาม แต่ผลจากการกระทำผิดของจำเลยทั้งสามในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 อาจจะมีผลต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ในวันที่ 9 ถึง 13 พฤศจิกายน 2535 ก็ได้

หาใช่ว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในวันใดแล้วจะต้องก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่จำเลยทั้งสามเฉพาะในวันที่กระทำความผิดเท่านั้นไม่ กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ฟังได้อย่างชัดแจ้งว่า ผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับเพราะการกระทำความผิดในแต่ละกระทงมีเพียงใด แต่เชื่อว่าการกระทำความผิดในแต่ละกระทงย่อมก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามเนื่องจากมาตรา 296 ได้กำหนดโทษปรับของการกระทำความผิดไว้ ให้ปรับเป็นเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาท ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรปรับจำเลยที่ 1 ทั้งสามกระทง กระทงละ 500,000 บาท ตามอัตราโทษขั้นต่ำดังกล่าว

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 รวม 3 กระทง ปรับกระทงละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 3 รวม 2 กระทง กระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายที่ 1 กับยกอุทธรณ์และยกฎีกาโจทก์ร่วม โทษของจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

Matter details

Panel of judges
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน · ธีระพงศ์ จิระภาค · ประมวญ รักศิลธรรม
Lower court
ศาลจังหวัดชลบุรี - นางสาวรพีพร วัฒนะชีวะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
Supreme Court black case no.
อ.1592/2550
Trial court black case no.
อ1460/2537
Trial court red case no.
อ449/2548
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up