Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2536 (ref. 56131)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1ได้มีคำสั่งว่าพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าการขอให้รับรองฎีกาจะต้องยื่นคำร้องภายในระยะเวลาให้ยื่นฎีกา สำหรับ คดีนี้ปรากฎว่า มีระยะเวลาให้ยื่นฎีกาได้อย่างช้าวันที่8 ตุลาคม 2535 แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องให้รับรอง ฎีกาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2535 ดังนี้ เกินกำหนดระยะเวลา ให้ยื่นฎีกาแล้ว จึงไม่อาจจะรับรองฎีกาให้แก่จำเลย ทั้งสองได้ ให้ยกคำร้องจำเลยทั้งสองเห็นว่า คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1ดังกล่าวข้างต้นนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเนื่องจากจำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2535พร้อมด้วยคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ได้นั่งพิจารณาพิพากษาในคดีนี้ รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับรองฎีกาดังกล่าวให้แก่ จำเลยทั้งสอง และศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงได้ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาได้ ตามคำร้องฉบับลงวันที่4 พฤศจิกายน 2535 และการจะยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาได้นั้น จะต้องผ่านขั้นตอนการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาพิพากษาคดีรับรองฎีกาเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสามโปรดมีคำสั่งให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1พิจารณาคำร้องของ จำเลยทั้งสองที่ขออนุญาตฎีกา ว่าสมควรที่จะอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 110)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (24 พฤษภาคม 2532) จนกว่าจะชำระเสร็จฟ้องแย้งให้ยกเสียศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้น รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีมีคำสั่งไม่รับรองฎีกาให้ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง (อันดับ 99,100)จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ อธิบดีผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 107)จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 108)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองอ้างว่าใช้สิทธิอุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 แต่จำเลย ทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำสั่งต่ออธิบดีผู้พิพากษาหรือ อธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 230 แต่อุทธรณ์ คำสั่งต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นกรณี ที่จำเลยทั้งสองขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ซึ่งจะต้องขออนุญาตฎีกาภายในกำหนดเวลา จำเลยมายื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาเช่นนี้ ที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ของจำเลยทั้งสองนั้นเป็นการชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 251/2536นายพงษ์ศักดิ์ สุภาการโจทก์นายสมเกียรติ นัยวิกุล กับพวกจำเลยนายสมเกียรติ นัยวิกุล ที่ 1ผู้ยื่นคำร้องนางจงกลนี นัยวิกุล ที่ 2 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 230, ม. 248ความว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1ได้มีคำสั่งว่าพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าการขอให้รับรองฎีกาจะต้องยื่นคำร้องภายในระยะเวลาให้ยื่นฎีกา สำหรับ คดีนี้ปรากฎว่า มีระยะเวลาให้ยื่นฎีกาได้อย่างช้าวันที่8 ตุลาคม 2535 แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องให้รับรอง ฎีกาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2535 ดังนี้

เกินกำหนดระยะเวลา ให้ยื่นฎีกาแล้ว จึงไม่อาจจะรับรองฎีกาให้แก่จำเลย ทั้งสองได้ ให้ยกคำร้องจำเลยทั้งสองเห็นว่า คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1ดังกล่าวข้างต้นนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเนื่องจากจำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2535พร้อมด้วยคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ได้นั่งพิจารณาพิพากษาในคดีนี้ รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับรองฎีกาดังกล่าวให้แก่ จำเลยทั้งสอง และศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงได้ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาได้ ตามคำร้องฉบับลงวันที่4 พฤศจิกายน 2535 และการจะยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาได้นั้น

จะต้องผ่านขั้นตอนการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาพิพากษาคดีรับรองฎีกาเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสามโปรดมีคำสั่งให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1พิจารณาคำร้องของ จำเลยทั้งสองที่ขออนุญาตฎีกา ว่าสมควรที่จะอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 110)

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (24 พฤษภาคม 2532) จนกว่าจะชำระเสร็จฟ้องแย้งให้ยกเสียศาลอุทธรณ์ภาค 1

Result

พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้น รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีมีคำสั่งไม่รับรองฎีกาให้ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง (อันดับ 99,100)จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ อธิบดีผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 107)จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 108)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองอ้างว่าใช้สิทธิอุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 แต่จำเลย ทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำสั่งต่ออธิบดีผู้พิพากษาหรือ อธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 230 แต่อุทธรณ์ คำสั่งต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นกรณี ที่จำเลยทั้งสองขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ซึ่งจะต้องขออนุญาตฎีกาภายในกำหนดเวลา จำเลยมายื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาเช่นนี้ ที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ของจำเลยทั้งสองนั้นเป็นการชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · สมมาตร พรหมานุกูล · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5780/2540

ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู…

Supreme Court Judgment No. 2662/2538

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย เพราะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 จำเลยยื่นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง อธิบดีผู้พิพากษาศ…

Supreme Court Judgment No. 377/2482

โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าบนกล่องสบู่คาบอลิกของโจทก์ว่า ควีนส์ 10 % "ซึ่งคำว่า 10% นี้เป็นคำบอกลักษณของสบู่นั้นว่ามีส่วนคาบอลิกผสมอยู่ 10 ใน 100 ส่วนดังนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิจะใช้คำว่า 10% นี้ แต่ผู…

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Supreme Court Judgment No. 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up